ค่าไฟถนนคนจ่ายคือประชาชนโดตรง ไม่ได้ทางอ้อมอย่างที่เราคิด

ค่าไฟถนน/ไฟสาธารณะที่หน่วยงานรัฐ (กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท อปท. 66 เทศบาล) ใช้จริง ถูกคิดรวมเป็น “ต้นทุนความสูญเสียในระบบ” แล้วหารเฉลี่ยกลับไปเก็บจากบิลค่าไฟบ้านทุกหลังทั่วประเทศโดยที่หากเปิดบิลค่าไฟดู จะไม่มีทางเจอคำว่า “ค่าไฟสาธารณะ” หรือ “ค่าไฟถนน” ปรากฏอยู่ เพราะต้นทุนส่วนนี้ไม่ได้ถูกคิดแยกออกมา แต่ถูกนำไปมัดรวมเป็นหนึ่งในต้นทุนของ “ค่าไฟฟ้าฐาน” ทุกทางออกที่รัฐเสนอ (ภาษี VAT / งบท้องถิ่น / โครงสร้าง 3 การไฟฟ้า) ล้วนแล้วแต่ วนกลับมาที่กระเป๋าประชาชนในที่สุด เพียงแค่เปลี่ยนช่องทางเก็บเงิน

ประเด็นที่คุณหยิบยกขึ้นมาคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ “กลไกการซ่อนต้นทุน” (Hidden Cost Mechanism)

1. มายากล “ซ่อนรูป” ในบิลค่าไฟ: ความโปร่งใสที่ไม่มีอยู่จริง

การที่เปิดบิลค่าไฟมาแล้วไม่เจอคำว่า “ค่าไฟถนน” หรือ “ค่าไฟสาธารณะ” แต่ไปแฝงอยู่ใน “ค่าไฟฟ้าฐาน” นั้น ไม่ต่างอะไรกับการที่ร้านอาหารแอบบวกค่าทิชชู่ น้ำล้างจาน และค่าไฟของร้านลงไปในราคาข้าวผัดโดยไม่บอกคุณ รัฐบาลมักพูดถึง “ความโปร่งใส” แต่กลับเลือกใช้วิธี “มัดรวมและหารเฉลี่ย”

ผลลัพธ์คือ ประชาชนกลายเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณรัฐโดยไม่รู้ตัว และไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เป็นการบังคับจ่ายที่ถูกเคลือบแคลงให้ดูเหมือนเป็น “ต้นทุนทางเทคนิค” (ความสูญเสียในระบบ) ทั้งที่จริงมันคือ ต้นทุนการบริหารจัดการของรัฐ

2. วนลูปในอ่าง: เปลี่ยน “ท่อ” แต่สูบจาก “บ่อ” เดิม

ไม่ว่าข้อเสนอของรัฐจะเปลี่ยนไปใช้โมเดลไหน ก็เป็นเพียงแค่ละครเปลี่ยนฉาก:

  • ใช้โครงสร้าง 3 การไฟฟ้า? -> ก็หักดิบยัดใส่วงเล็บค่าไฟฟ้าฐานแบบที่เป็นอยู่

  • ใช้อภิสิทธิ์งบท้องถิ่น (อปท.)? -> ก็คือเงินภาษีพัฒนาท้องถิ่นที่ดึงมาจากประชาชนในพื้นที่

  • ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)? -> ก็คือเงินที่ประชาชนจ่ายทุกครั้งที่ซื้อของ

สรุปสั้นๆ: รัฐบาลทำหน้าที่เหมือนคนกระเป๋าแบนที่พยายามย้ายเงินจากกระเป๋ากางเกงซ้าย ไปกระเป๋าขวา แล้วย้ายไปกระเป๋าหลัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว กางเกงตัวนั้นก็เป็นของประชาชน ไม่ว่าจะเปลี่ยนช่องทางเก็บเงินอย่างไร ปลายทางคือการ “ขูดรีด” จากฐานรากเดียวกัน

3. ความอยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและเมือง (Environmental & Spatial Injustice)

ความตลกร้ายที่เจ็บปวดที่สุดของระบบ “หารเฉลี่ยทั่วประเทศ” คือ คนจ่ายไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จ่าย

  • ชาวบ้านในชนบทห่างไกลที่ถนนหน้าบ้านยังมืดมิด ไม่มีแม้แต่ไฟกิ่งโซลาร์เซลล์ กลับต้องร่วมหารเฉลี่ยค่าไฟสปอตไลต์ส่องสว่างบนทางหลวง 8 เลน หรือไฟประดับระยิบระยับในเขตเมืองใหญ่

  • นี่คือ เศรษฐศาสตร์การเมืองที่บิดเบี้ยว ที่ตอกย้ำว่า “สังคมนิรภัย” (Safety Society) หรือความปลอดภัยบนท้องถนน ถูกสร้างขึ้นบนความเหลื่อมล้ำ โดยให้คนทั้งประเทศช่วยกันแบกรับต้นทุนความเจริญของพื้นที่เฉพาะกลุ่ม

โครงสร้างนี้ทำให้ระบบราชการไทยดูเหมือน “เสือนอนกินที่ไร้ความรับผิดชอบ” หน่วยงานรัฐ (กรมทางหลวง/อปท.) มีหน้าที่ติดตั้งไฟโชว์ผลงานเพื่อเอาหน้าและของบประมาณเพิ่ม แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายบิลค่าไฟ กลับสะบัดบ็อบแล้วเดินเลี่ยงบาลีไปให้การไฟฟ้ายัดใส่มือประชาชน การไฟฟ้าก็ทำหน้าที่เป็นนักมายากลเปลี่ยนชื่อเรียกให้ดูชอบธรรม… สุดท้าย ประชาชนไทยจึงเปรียบเสมือน “เจ้าภาพร่วม” ในงานเลี้ยงที่ตนเองไม่เคยได้รับเชิญให้ไปนั่งกิน