นิยามของ “ภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง” และ “อาณานิคมมลพิษ”
ภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง (Structural Disaster)
แนวคิดนี้มองว่าภัยพิบัติไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตที่ ฝังรากลึกอยู่ในวิถีการผลิตและการบริโภค ของสังคมโดยมีประเด็นสำคัญคือ:
- การผลิตความเสี่ยงโดยรัฐ: รัฐไทยไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่บริหารจัดการความเสี่ยงเท่านั้น แต่ในหลายกรณีรัฐกลับมีลักษณะของการ “ผลิตความเสี่ยง” ขึ้นมาเองผ่านนโยบายและการจัดการ,
- ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง: ภัยพิบัติมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถและข้อจำกัดของสังคมในการจัดการสาธารณภัย
- ตัวอย่างที่ชัดเจน: ฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยถูกนิยามว่าเป็น “ภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากมันสัมพันธ์โดยตรงกับระบบเศรษฐกิจและรูปแบบการใช้ชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ในโครงสร้างสังคมไทย
อาณานิคมมลพิษ (Pollution Colonialism)
แนวคิดนี้สะท้อนถึงสภาวะที่ประชาชนถูกกักขังหรือบีบบังคับให้อยู่ในวงจรของมลพิษโดยไม่มีทางเลือก ซึ่งมีลักษณะดังนี้:
- สภาวะจำยอมของเกษตรกร: เช่น ในกรณีการเผาพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ เกษตรกรไม่มีทางออกหรือทางเลือกอื่น ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรมลพิษ
- การบิดเบือนตรรกะเพื่อโยนบาป: มีการใช้ข้อมูลหรือตรรกะที่ผิดเพี้ยนเพื่อใส่ร้ายและโยนความผิดให้ประชาชน (เช่น ชาวนา) ว่าเป็นต้นเหตุของมลพิษ ทั้งที่พวกเขาเป็นเพียงผู้ที่ติดอยู่ใน “อาณานิคม” นี้
- ระบบนิเวศอาชญากรรมเชิงนโยบาย: รัฐไทยถูกมองว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับความล้มเหลวทางนิเวศวิทยา และมีการสร้าง “ระบบนิเวศอาชญากรรมเชิงนโยบาย” ที่ทำให้มลพิษกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนในสังคม,
โดยสรุป ทั้งสองแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติในไทย ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลหรือธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่เกิดจาก สถาปัตยกรรมทางอำนาจและการออกแบบโครงสร้างทางสังคม ที่เอื้อต่อการเกิดปัญหาและปิดกั้นทางเลือกของประชาชนครับ
