ปภ. ในปัจจุบัน: เป็น “กองร้อยกู้ภัย” หรือ “ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติ” กันแน่?
ปภ. ในปัจจุบัน: เป็น “กองร้อยกู้ภัย” หรือ “ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติ” กันแน่?
คงเป็น “ไฮบริดที่ผิดฝั่ง” เนื่องด้วย
1.ในบทบาท “กองร้อยกู้ภัย” กรม ปภ. พยายามแสดงภาพลักษณ์นี้มากที่สุด เราจะเห็นรถสีส้มจอดเต็มตามหัวเมืองใหญ่ๆ และศาลากลางทุกจังหวัด พร้อมมชุดเครื่องแบบจัดเต็มลุยน้ำ ลุยไฟ
การเป็นกองร้อยกู้ภัยคือการทำงานแบบ Reactive (เชิงรับ) คือรอให้ “เรื่องเกิด” แล้วค่อย “เคลื่อนพล”
2.ในบทบาท “ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติ” ทำหน้าที่บริหารจัดการ “งานอีเวนต์หลังภัยมา” เช่น การตั้งเต็นท์แจกของ การจัดคิวถ่ายรูปมอบถุงยังชีพ และการบริหารงบประมาณฉุกเฉิน
การเป็นออแกไนเซอร์คือการมองภัยพิบัติเป็น “โปรเจกต์” ยิ่งภัยใหญ่ งบยิ่งเยอะ งานยิ่งอลังการ ภาพลักษณ์ “ความเหน็ดเหนื่อย” ถูกนำมาขายเพื่อแลกกับความชอบธรรมในการใช้งบประมาณที่ตรวจสอบยาก นี่คือระบบที่ “ขุนคนด้วยวิกฤต” อย่างแท้จริง
ปภ. ปัจฉิมนิเทศ: กองร้อยกู้ภัย หรือ ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติ?
ในสังคมไทย ภาพรถฉุกเฉินสีส้มจอดเทียบเด่นเป็นสง่าตามศาลากลางจังหวัด หรือขบวนรถกู้ภัยเคลื่อนพลเต็มอัตราศึกในยามน้ำท่วมและไฟไหม้ ได้กลายเป็นภาพคุ้นตาที่สะท้อนบทบาทของ “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” (ปภ.) อย่างชัดเจน แต่ภายใต้ภาพลักษณ์การเป็น “กองร้อยกู้ภัย” ที่ทำงานเชิงรุกในยามวิกฤต กลับมีบทบาทอีกด้านที่คล้ายกับ “ผู้จัดงานจัดการภัยพิบัติ” ซึ่งทำงานเชิงรอและบริหารโครงการหลังภัย คล้ายกับการจัดการงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ปภ. ในปัจจุบันเป็น “กองร้อยกู้ภัย” หรือ “ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติ” กันแน่?
บทบาทที่ 1: การเป็น “กองร้อยกู้ภัย” ในเชิงรับ (Reactive)
กรม ปภ. พยายามสร้างภาพลักษณ์ความเป็น “กองร้อยกู้ภัย” อย่างเต็มที่ ผ่านการแสดงตนทางกายภาพที่จับต้องได้: รถกู้ภัยสีส้มจัดเต็มอุปกรณ์ จอดประจำการในเมืองใหญ่ทุกจังหวัด เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีส้มสดพร้อมลุยน้ำ ลุยไฟเข้าช่วยเหลือในทุกสถานการณ์วิกฤต
การทำงานในบทบาทนี้เป็นแบบ Reactive หรือ “เชิงรับ” โดยธรรมชาติ คือรอให้ “ภัยเกิดขึ้น” ก่อน แล้วจึง “เคลื่อนพล” เข้าสู่พื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ทันที ภารกิจหลักได้แก่ การค้นหาและกู้ภัย การปฐมพยาบาล การอพยพประชาชน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นี่คือบทบาทที่ประชาชนรับรู้และคาดหวังมากที่สุด เพราะเห็นผลเชิงรูปธรรมในยามคับขัน
บทบาทที่ 2: การเป็น “ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติ” ในเชิงโปรเจกต์ (Project-based)
อีกด้านหนึ่ง ปภ. ยังทำหน้าที่บริหารจัดการ “งานหลังภัย” ในลักษณะที่คล้ายกับการจัดงานอีเวนต์หรือโครงการพิเศษ เช่น การตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว การแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ การจัดระบบคิวรับถุงยังชีพ การประสานงานกับหน่วยงานอื่น และที่สำคัญคือ การบริหารงบประมาณฉุกเฉิน
ในบทบาทนี้ ภัยพิบัติถูกมองเป็น “โปรเจกต์” ที่ต้องบริหารจัดการ มีการวางแผน จัดระบบ บริหารทรัพยากร และรายงานผล ยิ่งภัยพิบัติมีขนาดใหญ่ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรก็ยิ่งมากขึ้น ภารกิจก็ขยายตัวจนบางครั้งดู “อลังการ” เกินความจำเป็น
ไฮบริดที่ผิดฝั่ง: เมื่อบทบาทสองด้านขัดแย้งในตัวเอง
ปัญหาหลักของการเป็น “ไฮบริด” ระหว่างสองบทบาทนี้คือ ความขัดแย้งภายในระบบ:
-
วัฒนธรรมงานเชิงรับ vs งานเชิงรุก – ระบบที่เน้นการตอบสนองต่อภัย (Reactive) มักลดความสำคัญของการวางแผนป้องกันภัยล่วงหน้า (Proactive) ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความเสี่ยง災難อย่างยั่งยืน
-
การเมืองของงบประมาณ – ภัยพิบัติขนาดใหญ่มักนำมาซึ่งงบประมาณฉุกเฉินจำนวนมาก ที่ตรวจสอบได้ยากและมีความยืดหยุ่นสูง ภาพลักษณ์ “ความเหน็ดเหนื่อย” ของเจ้าหน้าที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในการใช้งบประมาณเหล่านั้น บางครั้งจนกลายเป็นระบบที่ “ขุนคนด้วยวิกฤต” – ทำให้หน่วยงานเติบโตและได้งบประมาณจากความทุกข์ของประชาชน
-
การวัดผลที่คลาดเคลื่อน – หน่วยงานถูกวัดผลจาก “การจัดการหลังภัย” มากกว่า “การป้องกันไม่ให้ภัยเกิดขึ้น” ส่งเสริมให้วัฒนธรรมการทำงานเน้นที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เห็นผลเร็วและเป็นข่าว มากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการวางแผนระยะยาวที่ผลลัพธ์ไม่เป็นข่าว
บทส่งท้าย: ทางออกสำหรับปภ. แห่งอนาคต
เพื่อให้ ปภ. เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จำเป็นต้องปรับสมดุลระหว่างสองบทบาทนี้:
-
เปลี่ยนจาก Reactive เป็น Proactive – เน้นการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติลง ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การบังคับใช้กฎหมายด้านการก่อสร้างและการใช้ที่ดิน และการพัฒนาเครือข่ายชุมชน resilient
-
สร้างระบบตรวจสอบงบประมาณที่โปร่งใส – โดยเฉพาะงบประมาณฉุกเฉิน ต้องมีกลไกติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ
-
แยกบทบาทให้ชัดเจน – อาจต้องพิจารณาโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่แยกหน่วยงานด้าน “ป้องกันภัย” ออกจากหน่วยงานด้าน “บรรเทาภัย” อย่างชัดเจน เพื่อให้แต่ละฝ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ขัดแย้งกัน
-
วัดผลจากผลลัพธ์ที่แท้จริง – เปลี่ยนจากการวัดผลจากจำนวนถุงยังชีพที่แจก หรือจำนวนศูนย์พักพิงที่ตั้ง มาเป็นดัชนีวัดความสำเร็จที่สะท้อน “การลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน” ของประชาชนในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว หน่วยงานที่ชื่อ “ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ควรให้ความสำคัญกับคำว่า “ป้องกัน” ให้มากพอๆ กับ “บรรเทา” มิเช่นนั้น เราอาจมีเพียง “กองร้อยกู้ภัยที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย” และ “ออแกไนเซอร์ภัยพิบัติที่จัดงานได้สวยงาม” แต่สังคมยังคงเผชิญกับภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ความเสี่ยงภัยพิบัติไม่เคยลดลงเลย
