รัฐมีบทบาทอย่างไรในการ ‘ผลิตความเสี่ยง’ ให้เกิดขึ้นเอง
บทบาทของรัฐ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผู้ “ผลิตความเสี่ยง” โดยเป็นดำเนินการในลักษณะที่รัฐเข้าไปมีส่วนสำคัญในการสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดอันตรายและความเปราะบางต่อประชาชนผ่านกลไกต่างๆ ดังนี้ครับ
- การสร้างระบบนิเวศอาชญากรรมเชิงนโยบาย: รัฐไทยมีบทบาทในการสร้างสถาปัตยกรรมทางนโยบายที่เอื้อให้เกิดปัญหา หรือที่เรียกว่า “ระบบนิเวศอาชญากรรมเชิงนโยบาย” ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เกิดภาวะการครอบงำและเอื้อต่อการกระทำผิดโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหรือนโยบาย
- การเพิกเฉยต่อความล้มเหลวทางนิเวศวิทยา: รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความล้มเหลวทางนิเวศวิทยาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ปัญหาอย่างฝุ่น PM 2.5 กลายเป็น “ภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีการผลิตและการบริโภคที่รัฐเป็นผู้กำหนดหรืออนุญาตให้ดำเนินไป
- การบีบบังคับผ่านข้อจำกัดทางเลือก (อาณานิคมมลพิษ): รัฐมีส่วนในการทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ตกอยู่ในสภาวะ “อาณานิคมมลพิษ” ซึ่งเป็นสภาวะที่เกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่นในการจัดการพื้นที่การเกษตรนอกจากวิธีที่ก่อมลพิษ (เช่น การเผา) เนื่องจากรัฐไม่ได้จัดเตรียมทางออกหรือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับวิถีการผลิตอื่นไว้ให้
- การทำงานที่เป็นเพียงพิธีกรรมทางระบบราชการ: การที่หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับขั้นตอนทางราชการมากกว่าผลลัพธ์ในการคุ้มครองประชาชน ทำให้เกิดช่องว่างที่สแกมเมอร์หรือผู้กระทำผิดสามารถเข้ามาหาประโยชน์ได้
- การผลิตความเสี่ยงทางการเมือง: ผ่านการออกแบบรัฐธรรมนูญหรือการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น การทำให้นวัตกรรมการจัดการเลือกตั้งส่งผลให้ผู้สมัครล่องหนไปจากสายตาประชาชน หรือการใช้กฎหมายปราบโกงเพื่อปราบเฉพาะสิ่งที่ “เป็นภัยต่อจารีต” เท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความเปราะบางและเสี่ยงต่อการที่เจตจำนงของประชาชนจะถูกบิดเบือน,,
โดยสรุปคือ รัฐผลิตความเสี่ยงผ่าน การออกแบบโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่ลดทอนขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือกับภัยต่างๆ และทำให้ประชาชนต้องจำยอมรับผลกระทบจากนโยบายที่รัฐเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง
