รัฐไทยไม่ได้แค่บริหารความเสี่ยงนะครับ แต่มันมีลักษณะของการ ‘ผลิตความเสี่ยง’ ขึ้นมาเองด้วย

“ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพใหญ่ของสังคมไทยตอนนี้… … เราจะเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากลัวไปพร้อม ๆ กันครับ มันคือการที่ความเสี่ยงซึ่งควรจะเป็น ‘ความรับผิดชอบร่วม’ ของรัฐ… กลับถูกแปรสภาพให้กลายเป็น ‘ความซับซ้อนส่วนบุคคล’ ที่เราต้องแบกไว้เอง”

รัฐไทยไม่ได้แค่บริหารความเสี่ยงนะครับ แต่มันมีลักษณะของการ ‘ผลิตความเสี่ยง’ ขึ้นมาเองด้วย… … ลองนึกดูนะครับ การทำให้ระบบราชการมันล่าช้า การทำให้ตัวบทกฎหมายมันกำกวมจนตีความได้สารพัด… สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญ แต่มันคือการสร้าง ‘ภาวะที่ประชาชนไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้’ เพื่อให้เราเกิดความกลัว… กลัวที่จะทำผิด กลัวที่จะเข้าไม่ถึงสิทธิ… และสุดท้าย เราก็ต้องกลับไปหาคนที่สร้างปัญหานั้นนั่นแหละ เพื่อให้เขาช่วย ‘คลี่คลาย’ ให้… นี่คือกลไกเดียวกับที่สแกมเมอร์ใช้เป๊ะเลยครับ คือสร้างวิกฤตปลอม ๆ เพื่อเสนอทางรอดที่ต้องแลกมาด้วยการยอมสยบ”

“แล้วที่แสบที่สุด… … คือการใช้ ‘กฎหมาย’ เป็นเครื่องมือในการสแกมครับ กฎหมายไทยมักจะเขียนหน้าที่ของประชาชนไว้หนาเป็นปึก… แต่เขียนหน้าที่ของรัฐไว้บางเฉียบ… เรามีกฎหมายจราจรที่เคร่งครัด แต่ถนนห่วยและมืด… เรามีกฎหมายแรงงานที่ดูดี แต่ไม่เคยเหลียวแลคนที่อยู่นอกระบบ… พอเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดวิกฤตชีวิต รัฐก็แค่ชี้หน้าบอกว่า ‘ก็คุณไม่ทำตามกฎหมายไง’… … มันคือการแปรรูป ‘ความห่วยของระบบ’ ให้กลายเป็น ‘ความผิดของปัจเจก’ อย่างหน้าตาเฉย”

“ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไร? … มันคือการทำให้ประชาชนรู้สึกเปราะบางจนต้อง ‘ยอมรับชะตากรรม’ และที่ร้ายกว่านั้นคือเราเริ่ม ‘ผลิตซ้ำ’ ความคิดนี้กันเอง เราบอกลูกหลานว่า ‘ต้องปรับตัวนะ’ ‘ต้องขยันนะ’ ‘ต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ’… ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราควรจะถามว่า… … ทำไมระบบมันต้องออกแบบมาให้ชีวิตเรามันอยู่ยากขนาดนี้?”

“ดังนั้น การมองรัฐเป็น ‘สแกมเมอร์’ มันจึงไม่ใช่แค่คำด่าครับ… แต่มันคือแว่นตาที่ทำให้เราเห็น ‘ตรรกะแห่งอำนาจ’ ว่า รัฐกำลังลอยตัวอยู่เหนือความรับผิดชอบ โดยปล่อยให้ประชาชนสู้กันเองในเขาวงกตที่รัฐสร้างขึ้น… และตราบใดที่เรายังคิดว่าปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่อง ‘ความไม่เอาไหนส่วนตัว’ ไม่ใช่ ‘ความพินาศเชิงโครงสร้าง’… สแกมเมอร์ในคราบรัฐคนนี้ ก็จะยังลอยนวลต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ”