ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สานต่อการค้าของทุนจารีตผูกขาดให้สถาพรในไทย

การที่สังคมบางส่วนมองว่าคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ “สอนมวย”… คุณศิริกัญญา ตันสกุล ในดีเบตเรื่องสต็อกข้าว 100 ตันนั้น… เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่าง “ตรรกะโลกธุรกิจ กับ “ตรรกะการแก้โครงสร้างสังคม…

ทำไมคนถึงชื่นชม?… สังคมมองคุณศุภจีเป็นตัวแบบ CEO ระดับโลก… ที่สุภาพ มั่นใจ และใช้ข้อมูลเชิงตัวเลข… เช่น การกดเครื่องคิดเลขโชว์ต้นทุน ซึ่งทำให้ดู “เหนือกว่า”…
ในเชิงวุฒิภาวะและการเตรียมตัว… โชว์ความสมจริงเชิงปฏิบัติ ด้วยการดูจากการบอกว่า “ส่งออกน้อยกว่า 100 ตันไม่คุ้มค่าขนส่ง”… ที่เป็นความจริงทางธุรกิจที่จับต้องได้ง่าย…. ทำให้สังคมรู้สึกว่า “นี่สิคนทำงานจริง”… ไม่ใช่นักวิชาการที่พูดแต่อุดมคติ
แม้ภาพลักษณ์จะดูดี… แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง นโยบายที่คุณศุภจียืนยันกลับเป็นสิ่งที่จะ “แช่แข็ง” ความจนของชาวนาไว้ตลอดกาล… หากได้เข้ามาบริหารการขายข้าวให้ชาติ…
กำแพง 100 ตัน คือกรงขังรายย่อย… การยืนยันว่าต้องมีสต็อก 100 ตันเพื่อ “ความน่าเชื่อถือ”… คือการปิดประตูตายไม่ให้ชาวนาหรือ SME รวมกลุ่มกันส่งออกเองได้…

ผลที่ตามมาคือ ชาวนาต้องขายข้าวเปลือกผ่าน “โรงสี” และ “พ่อค้าส่งออกรายใหญ่” ต่อไป… ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้ถืออำนาจต่อรองราคา… เมื่อชาวนาส่งออกเองไม่ได้ ก็ต้องยอมรับราคาที่ถูกกดไว้…

แม้คุณศุภจีจะนำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ที่พูดความจริงเรื่องงบประมาณ… แต่หากพิจารณา “ไส้ใน” ของนโยบายที่เธอผลักดัน… จะพบว่ามันยังคงวนเวียนอยู่กับการรักษาระบบที่เอื้อต่อ “ทุนใหญ่รายเดิม”… โดยใช้กลไกราชการเป็นเครื่องมือ…

เอื้อแรก คือ การรักษากำแพงเพื่อ “ผู้ส่งออกรายใหญ่”…. การที่คุณศุภจียืนยันเกณฑ์สต็อก 100 ตัน … โดยอ้างเรื่อง “ความน่าเชื่อถือ” คือการใช้กฎหมายราชการมา “กีดกันการแข่งขัน” อย่างชัดเจนครับ …

ในโลกการค้ายุค 2026 ที่เรามี Blockchain … และระบบตรวจสอบคุณภาพแบบดิจิทัล … ความน่าเชื่อถือไม่ได้วัดกันที่กองข้าวในโกดัง … แต่วัดกันที่ Data ครับ การบังคับให้มีสต็อก 100 ตัน … จึงเท่ากับบังคับให้ชาวนาต้องขายข้าวผ่าน “มือใหญ่” ที่มีโกดังเท่านั้น … ทำให้ผู้ส่งออกรายย่อยหรือกลุ่มเกษตรกรที่อยากขยับเป็นผู้ค้าเอง “ถูกตัดตอน” ตั้งแต่เริ่ม

เอื้อที่สอง คือ นโยบาย “หาตลาด” แต่ไม่ “แตะต้นทุน” คุณศุภจีเน้นเรื่องการพาเกษตรกรไปปลูกพืชพรีเมียม หรือข้าว GI เพื่อให้ได้ราคาสูงขึ้น แต่กลับไม่มีนโยบายที่เข้าไปจัดการกับ “โครงสร้างราคาปัจจัยการผลิต”:

ตราบใดที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้องกลุ่มทุนที่ผูกขาด “ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และเมล็ดพันธุ์” (ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคการเมือง) การที่ชาวนาขายข้าวได้ราคาแพงขึ้น 1 บาท ก็จะถูกดึงกลับไปเป็นค่าปุ๋ย/ยาที่แพงขึ้น 1.5 บาทอยู่ดี

นโยบายของศุภจีจึงกลายเป็นการ “ขยายเพดานรายได้” เพื่อให้กลุ่มทุนเคมีสามารถ “สูบ” เงินออกไปได้มากขึ้น โดยที่กำไรสุทธิ ของชาวนายังเท่าเดิมหรือลดลง เป็นกลไกของสแกมเมอร์ที่เขาใช้กัน ในหมู่ธุรกิจสีเทา

เอื้อที่สาม คือ การค้าแบบแลกเปลี่ยน Barter Trade อันเป็น ช่องทางลัดของ “นายหน้า” ที่เธอเสนอ มักจะต้องใช้ระบบ “ตัวแทนผูกขาด” ในการดำเนินการครับ

รัฐบาลไม่มีรถบรรทุกข้าวเป็นของตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีดีลแลกข้าวกับอาวุธหรือรถไฟ รัฐต้องจ้าง “บริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่” มาบริหารจัดการให้ สิ่งนี้ไม่ได้ช่วยกระจายรายได้ แต่เป็นการ “รับประกันยอดขาย” ให้กับผู้ส่งออกรายใหญ่โดยใช้ดีลของรัฐเป็นตัวนำ

การค้าแบบแลกเปลี่ยน (Barter Trade) หรือ Countertrade ที่รัฐเป็นหัวหอก มักถูกวิจารณ์ว่าเป็น “การแปรรูปกำไรให้เป็นของเอกชน แต่แปรรูปความเสี่ยงให้เป็นของรัฐ”

แม้รัฐบาลจะเป็นคนตกลงดีล (เช่น ข้าวแลกรถไฟ) แต่รัฐไม่มีกองเรือ ไม่มีโกดังระดับโลก และไม่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินหรือคุณภาพสินค้าในต่างประเทศ

ผลที่ตามมา: คือรัฐต้องตั้ง “ตัวแทนดำเนินการ” ซึ่งในประเทศไทยมีไม่กี่บริษัทที่มีศักยภาพพอจะรับงานระดับนี้ได้

สิ่งนี้สร้างระบบ “เสือนอนกิน” เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ต้องออกแรงหาตลาดเอง รัฐเป็นคนหาออเดอร์มาให้ หน้าที่ของบริษัทคือแค่ “จัดการ” แล้วเก็บส่วนต่างราคาหรือค่าธรรมเนียมมหาศาลไป หักจ่ายเปอร์เซ็นต์ไปให้พรรคการเมืองซื้อเสียง

เป็นการ “รับประกันยอดขาย” บนหลังของชาวนา
เมื่อรัฐทำดีล Barter Trade รัฐมักจะการันตีปริมาณล่วงหน้า (เช่น ต้องส่งข้าว 5 แสนตันภายใน 1 ปี)

การกดราคาในประเทศ: เพื่อให้ดีลนี้ “คุ้มค่า” ในสายตาคลัง รัฐมักจะขอความร่วมมือหรือใช้กลไกควบคุมให้ราคาข้าวที่รับซื้อจากชาวนาอยู่ในระดับต่ำ เพื่อไม่ให้งบประมาณบานปลาย

การดำเนินการดังกล่าวของรัฐจะทำให้บริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่จะได้ประโยชน์ 2 ต่อ คือ ต่อแรก ได้ยอดขายที่แน่นอน ต้องไปแข่งกับใคร และ ต่อที่ 2 ได้กำไรจากส่วนต่างที่ชัดเจน เพราะรัฐเป็นคนค้ำประกันดีลให้ ขณะที่ชาวนาไม่มีสิทธิ์ต่อรองราคาเพราะต้องขายเข้า “โควตารัฐ”

การแลกเปลี่ยนสินค้าที่ไม่มี “ราคากลาง” ที่โปร่งใสเหมือนตลาดซื้อขายเงินสด เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้กับการ “สแกม” ส่วนต่างราคา เกิด”ค่าต๋ง” ที่มองไม่เห็นในดีลแลกเปลี่ยน

ตัวอย่าง: ข้าวราคาตลาดโลก 15,000 บาท แต่ในดีลแลกเปลี่ยนอาจถูกตีราคาแค่ 13,000 บาท ขณะที่อาวุธหรือรถไฟอาจถูกบวกราคาเพิ่มขึ้น 20%

ส่วนต่าง สองพันบาท ที่หายไปสู่ระบบ “นายหน้า” และ “ที่ปรึกษาดีล” ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดการเมือง ทำให้เม็ดเงินที่ควรจะตกถึงมือชาวนาในรูปแบบเงินสดหายไปในห่วงโซ่ของตัวกลางผูกขาดเหล่านี้

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา คราวใดที่รัฐมีการค้าแบบแลกเปลี่ยน ดีลราคาข้าวแลกเปลี่ยนมักตีราคาข้าวต่ำกว่าราคาตลาดโลกเสมอ ไม่เคยมีครั้งใดที่ดีลจะแพงกว่าราคาตลาดโลก

หรือหากมองในรูปเงินสดที่ชาวนาได้รับ

การเอาข้าวไปแลกอาวุธ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการบริหารประเทศแบบ “พ่อค้ายุคเก่า” ที่มองรัฐเป็นเหมือนบริษัทจัดหาของ มากกว่าการมองรัฐเป็นผู้สร้างระบบเศรษฐกิจ เป็นแนวคิดที่เชย และ “ทำร้ายชาวนา” ในระยะยาว เพราะ
ในโลกการเงินสมัยใหม่ “เงินตรา” คือสื่อกลางที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะมันมี “สภาพคล่อง” และ “ราคาตลาดที่ชัดเจน”
ความไร้ประสิทธิภาพของการค้าแลกเปลี่ยน คือ การแลกของกันตรงๆ จะเกิดปัญหาเรื่องการประเมินราคา ลองคิดดูนะคะว่า “ข้าว 1 ตัน ควรแลกกับกระสุนปืนกี่นัด?” หรือ “รถถัง 1 คัน เท่ากับข้าวหอมมะลิกี่กระสอบ?”

อำนาจต่อรองที่บิดเบี้ยว: ประเทศที่รับแลกข้าว (เช่น รัสเซีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง) มักจะไม่ได้ต้องการข้าวเราจริงๆ แต่เขารับแลกเพราะเขาสามารถ “กดราคาข้าว” ให้ต่ำกว่าตลาด และ “ปั่นราคาอาวุธ” ให้สูงกว่าปกติได้ เพราะเขารู้ว่าเราอยากระบายข้าวในสต็อก
การที่รัฐกำลังเอา “ทรัพย์สินที่มีค่า” ไปแลกกับ “ของที่สภาพคล่องต่ำ”เช่นอาวุธ ในราคาที่เสียเปรียบ จึงเป็นการค้าที่ทำร้ายชาวนา หรือชาวนาไม่มีวันได้ราคาข้าวที่ดีจากการขายให้รัฐ
จริงอยู่ที่รัฐบาลจะเอาเงินงบประมาณมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนาเป็นเงินบาทก่อนนำไปแลก แต่กระบวนการนี้แหละค่ะคือ “การสแกมเชิงระบบ”:ของรัฐบาลสแกมเมอร์

เงินผ่านมือตัวกลาง: ในดีลการค้าแลกเปลี่ยน หรือ G2G รัฐบาลมักจะมอบหมายให้ “ผู้ส่งออกรายใหญ่” หรือ “โรงสีเจ้าเดิม” เป็นผู้รวบรวมข้าว ทำให้เงินสดจากงบประมาณไหลไปติดอยู่ที่กำไรของตัวกลางที่เป็น”ผู้ส่งออกรายใหญ่” หรือ “โรงสีเจ้าเดิม” เหล่านี้เป็นด่านแรก

อีกทั้ง จะทำให้ราคาข้าวถูกแช่แข็ง: เมื่อรัฐมีดีลแลกเปลี่ยนที่แน่นอน รัฐจะไม่มีแรงจูงใจในการดันราคาตลาดให้สูงขึ้น เพราะถ้าราคาข้าวในประเทศสูงขึ้น ต้นทุนที่รัฐต้องไปแลกอาวุธก็จะสูงขึ้นด้วย รัฐจึงต้องพยายาม “กดราคาหน้าโรงสี” ให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อให้ดีลแลกอาวุธดูคุ้มค่าในหน้ากระดาษ

ชาวนาเสียโอกาส: แทนที่ชาวนาจะได้ขายข้าวใน “ราคาตลาดโลก” ที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงวิกฤตอาหาร แต่กลับต้องถูกบังคับขายในราคา “พยุง” ที่รัฐกำหนดไว้เพื่อเอาไปลงบัญชีแลกของ
และหากรัฐจะยอมขาดทุน ซื้อข้าวจากชาวนาในราคาตลาดโลก ยอมรับส่วนต่างจากการค้าขายแบบแลกเปลี่ยนของรัฐ
การที่รัฐยอม “ขาดทุน” เพื่อซื้อข้าวราคาแพงแล้วเอาไปแลกของ ถึงเป็นเรื่องที่ฟังดูดีแต่ “ไส้ใน” สุดแสนจะอันตราย อีกเช่นกัน
ในทางบัญชี รัฐบาลไม่ใช่บริษัทที่ต้องแสวงหากำไร รัฐสามารถขาดทุนเพื่อสวัสดิการได้ (เช่น รถไฟฟรี, รักษาพยาบาลฟรี) แต่ เงินส่วนนี้มาจากภาษีของทุกคน หรือการกู้เงินที่ลูกหลานต้องตามชดใช้

บทสรุปเชิงวิพากษ์: นโยบาย “เอื้อทุนใหญ่” ในคราบวิสัยทัศน์โลกใหม่
แนวทางของคุณศุภจีที่เน้น Barter Trade และการบริหารจัดการแบบ CEO จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการ “อัปเกรดระบบพรรคพวกนิยม” ให้ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้นครับ

“รัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ ให้ชาวนาเดินข้ามไปหาตลาด แต่กำลังทำหน้าที่เป็น ‘พนักงานขาย’ ให้บริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่ โดยใช้ทรัพยากรของชาวนาเป็นสินค้าแถมในดีลของรัฐครับ”

รัฐบาลยังปล่อยให้ข้าวงเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคาถูกกำหนดโดยตลาดโลกและกลุ่มทุนปุ๋ย/ยา/เมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นทุนที่นักบริหารจากทุนจารีตผูกขาดมักไม่กล้าเข้าไปแตะ รวมทั้งคุณศุภจีด้วย

“ทางออกที่เจ็บปวดแต่จบ” คือการที่รัฐต้องกล้า “ยกเลิกสิทธิพิเศษของผู้ส่งออกรายใหญ่” และเปลี่ยนเงินงบประมาณจากที่ใช้อุดหนุนดีลแลกเปลี่ยน มาเป็นการสร้าง “แพลตฟอร์มการค้าเสรี” ที่ให้ชาวนารวมกลุ่มกันส่งออกเองโดยตรง?
มี “โมเดลสหกรณ์ส่งออกดิจิทัล” ที่ไม่ต้องมีนายหน้าและไม่ต้องมีสต็อก 100 ตัน ชาวนาจะลืมตาอ้าปากได้กว่าดำเนินการในรูปแบบเดิม