เจาะแดนสนธยา : ส่องภาระสาธารณะจากโครงการของรัฐสแกมเมอร์ (โครงการของรัฐชาติหายไปไหนแล้ว)
ในวันที่หน่วยงานตรวจสอบหน่วยงานรัฐอื่นๆของไทยคว้ารางวัลความโปร่งใสอันดับ 1 แต่ประชาชนกลับต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เครนที่ถล่มซ้ำซากบนถนนพระราม 2 รัฐบาลช่วยอธิบายได้ไหมว่า ‘เกณฑ์ความโปร่งใส’ ที่พวกท่านให้รางวัลกันนั้น วัดจากจำนวนเอกสารที่เซ็นครบ หรือวัดจากความปลอดภัยที่ประชาชนสัมผัสได้จริง…
“รัฐไทยมีกระบวนการตรวจสอบ ‘เจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง’ ของกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาประมูลงานรัฐอย่างไร เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนมั่นใจว่าโครงการหมื่นล้านเหล่านี้ ไม่ใช่การเปิดบ้านให้ ‘นอมินี’ เข้ามาตักตวงงบประมาณภาษี แล้วทิ้งทวนความเสี่ยงชีวิตไว้ให้คนไทยเป็นผู้แบกรับ?”…
เมื่อโศกนาฏกรรมเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้รับเหมาเจ้าเดิม เหตุใดบทลงโทษจึงจบลงเพียงแค่การ ‘สั่งระงับงานชั่วคราว’ หรือ ‘คาดโทษหน่วยงานรอง’ รัฐบาลกล้าประกาศมาตรฐาน ‘Zero Tolerance’ โดยการขึ้นบัญชีดำ บริษัทที่มีประวัติเลือดท่วมมืออย่างถาวร เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตประชาชนมีค่ามากกว่ามูลค่าในสัญญาจ้างหรือไม่?”…
“หากการเยียวยาด้วยเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากเหยื่อเพื่อให้โครงการดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องแก้ไขต้นตอทางวิศวกรรม เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘อุบัติเหตุ’ ได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลยังคงอนุญาตให้เกิด ‘ปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ’ ในทุกโครงการก่อสร้างทั่วประเทศ?”…
“ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารและผู้รับประกันสวัสดิภาพสาธารณะ นายกรัฐมนตรีมองเห็น ‘รอยร้าว’ ในระบบคัดเลือกผู้รับเหมาของรัฐบาลตนเองบ้างหรือไม่ หรือจะรอให้ความสูญเสียครั้งหน้าเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยออกมาสั่งการแบบเดิมที่เป็นเพียง ‘ลิเกทางการเมือง’ เพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวเชิงนโยบาย?”
ภาระสาธารณะจากโครงการภาครับในรัฐสแกมเมอร์ จะสามารถนิยามได้ว่า
“สภาวะที่รัฐใช้ ‘ความชอบธรรมทางขั้นตอน’ มาเป็นเครื่องมือในการต้มตุ๋นความเชื่อมั่นของประชาชน โดยการส่งมอบความเสี่ยง ให้คนตัวเล็กแบกรับ และส่งมอบความมั่งคั่ง ให้เครือข่ายอุปถัมภ์ผ่านโครงการพัฒนาที่ขาดการตรวจสอบคุณภาพจริง”…
“รัฐสแกมเมอร์ไทย”จะมีการแสดงออกเพื่อกลบเกลื่อนภาระสาธารณะ เพื่อปิดบังอำพรางประชาชน เรียกได้ว่าปิดบังหางจิ้งจอกรัฐราชการไว้ ตามเทคนิคของสแกมเมอร์ สามด้าน คือ กุมอำนาจ ใช้อำนาจหลอก และหนีรับผิด ดังนี้…
1. รัฐสแกมเมอร์จะมีภาวะการครอบงำกลไกอำนาจภายในรัฐไว้ในการกำกับทิศทางของกลุ่มทุนหรือเครือข่ายผลประโยชน์ “กลืนกินประเทศ” จนกลายเป็นเครื่องมือปกป้องกลุ่มทุนเหล่านั้นแทนที่จะปกป้องประชาชน… เรียกว่ามีการกุมอำนาจ โดยการออกแบบระบบการทำงานให้หน่วยงานรัฐมาให้เอื้อประโยชน์”แก่บางกลุ่ม …
ทำหน้าที่ใหม่ นั่นคือการเป็น ‘ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์กลุ่มทุน’…
หน่วยงานรัฐถูกออกแบบให้บริการและเอื้อประโยชน์ ‘ผู้มีอำนาจ’ ให้บริการ ‘ผู้ด้อยอำนาจ’ เป็นฉากบังหน้า… ไม่เอื้อคุณภาพชีวิตของประชาชน’… การใช้เงินงบประมาณทำโครงการพื้นฐาน ‘สอบผ่าน’ การตรวจสอบทุกขั้นตอน แต่ ‘สอบตก’ ในการปกป้องชีวิตประชาชน
ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงของการออกแบบระบบ…ให้บริการและเอื้อประโยชน์ ‘ผู้มีอำนาจ’ ระบบตรวจสอบถูกออกแบบให้ตรวจสอบ ‘ความถูกต้องตามระเบียบ’
ไม่ใช่ ‘ความถูกต้องตามหลักความเป็นธรรม’…
ตัวชี้วัดความสำเร็จถูกออกแบบให้วัด ‘ความพึงพอใจของผู้ด้อยโอกาส’ เพื่อใช้อ้างความชอบธรรมในการใช้เงินงบประมาณจากภาษีประชาชน…
สำหรับ ผู้มีอำนาจ ไม่มีการวัดความพึงพอใจ แต่ต้องให้ได้รับความพึงพอใจสม่ำเสมอ…
นี่คือรัฐที่ถูกแปลงจาก ‘สัญญาประชาคม’
เป็น ‘สัญญาธุรกิจ’… ภายใต้นิยามรัฐสแกมเมอร์
และนี่คือคำอธิบายว่า ทำไมประเทศไทย ‘รวยขึ้น’ ในตัวเลขเศรษฐกิจ
แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ‘จนลง’ ในชีวิตจริง
ทำไมโครงการรัฐ ‘สอบผ่าน’ ในรายงาน
แต่ ‘สอบตก’ ในหัวใจประชาชน…
รัฐไม่ได้ “ล้มเหลว” ในการทำหน้าที่… แต่รัฐ “ประสบความสำเร็จ” ในการทำหน้าที่ใหม่ที่ถูกกำหนด หน้าที่ใหม่นั้นคือ: การปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่ครอบงำรัฐ… เปลี่ยนจากรัฐชาติเป็นรัฐสแกมเมอร์
นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของรัฐ: จาก “ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะ” เป็น “ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์กลุ่มทุน”…
บทบาทดังกล่าว กลับสร้างภาระสาธารณะให้แก่ประเทศชาติเพิ่มขึ้นๆ
กลยุทธ์ของพวกเขา ที่ใช้สแกมประชาชน เพื่อให้หน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์กลุ่มทุน เป็นไปโดยราบรื่น แม้จะสร้างภาระสาธารธมากเพียงใด
กลยุทธ์กำกับควบคุมระเบียบกฎหมาย จะมีการควบคุมกำกับการเขียนกฎหมายโดยกลุ่มทุน: กฎหมายหลายฉบับร่างโดยบริษัทกฎหมายของกลุ่มทุน
จะมีการตีความกฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ: แม้กระทั่งศาลก็จะตีความกฎหมายเอื้อกลุ่มทุนจารีตผูกขาด และสมุนการเมือง…
กลยุทธ์ชูวัฒนธรรมราชการ “ช่วยกันเล่นเกม”: ข้าราชการเรียนรู้ว่าการอนุมัติโครงการทุนใหญ่ = ได้ผลประโยชน์ส่วนตัว… .
ใครขวางไม่เจริญก้าวหน้า เติบโตในหน้าที่การงาน
กลยุทธ์กำกับควบคุมการเมือง จะมีทุนสนับสนุนการเลือกตั้ง → นักการเมืองเป็นหนี้บุญคุณทุน จะมีการแปรนโยบายเป็นผลประโยชน์ : นักการเมืองในสังกัดหนุนนโยบายรัฐที่ถูกออกแบบให้เอื้อกลุ่มทุนจารีตผูกขาดของพวกเขา
กลยุทธ์สร้างพันธมิตรข้ามสถาบัน: ทุน-การเมือง-ข้าราชการ-กองทัพ รวมตัวกันปกป้องผลประโยชน์ร่วม… ความมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส เป็นเพียง”การสอบผ่านในกระดาษ”…
รูปแบบพันธมิตรนรกของพวกเขา จะเป็นระบบความสัมพันธ์ ดังนี้
หน่วยงานองค์กรในรัฐสแกมเมอร์ มีระบบตรวจสอบที่ตรวจสอบ “รูปแบบ” ไม่ใช่ “สาระ”: ตัวอย่างเช่น สตง. ตรวจสอบว่า “ใช้งบประมาณตามระเบียบไหม” แต่ไม่ตรวจสอบว่า “ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ประชาชนจริงไหม”…
มีการสร้างระบบขึ้นมายกย่องการันตีระบบการทำงาน ตัวอย่างเช่น การที่ สตง. หรือหน่วยงานตรวจสอบให้คะแนนความโปร่งใสอันดับ 1 ในขณะที่โครงการพื้นฐานถล่มทับประชาชน คือสภาวะที่กติกาทุกอย่างถูกเขียนมาเพื่อให้ “สอบผ่าน” ในกระดาษ แต่ “สอบตก” ในชีวิตจริง….
หน่วยงานองค์กรในรัฐสแกมเมอร์ ออกแบบตัวชี้วัดสำเร็จรูป: โครงการ “สำเร็จ” เมื่อใช้งบประมาณครบ ไม่วัดว่าโครงการ “สร้างคุณภาพชีวิต” จริงไหม ทำให้เกิด “วัฒนธรรมใช้งบให้หมด” ไม่ใช่ “ใช้งบให้เกิดประโยชน์สูงสุด” มีการรับรองความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ ให้รางวัลซึ่งกันและกัน…
ออกแบบกระบวนการทำงานที่ดูโปร่งใส: มีประชาพิจารณ์ (แต่จัดแบบพิธีกรรม)
มี EIA (แต่บริษัทที่ทำ EIA ได้ค่าจ้างจากผู้ขออนุญาต)… มีการรับฟังความเห็น (แต่ไม่นำไปปรับปรุงโครงการ) …
2. รัฐสแกมเมอร์จะสร้าง “ภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส” ขึ้นมาเพื่อปิดบังการทุจริตที่ซับซ้อนกว่าเดิม การเปิดเผยข้อมูล ถูกใช้เป็นแค่การ “กลบเกลื่อน” รัฐจะให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไม่มีสาระสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเสียเวลาค้นหา หรือทำตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง แต่ผลลัพธ์สุดท้าย กลับบิดเบี้ยว…
เปรียบเทียบ: เหมือน “คอลเซ็นเตอร์” ที่มีสคริปต์ดูน่าเชื่อถือ มีเอกสารปลอมที่ดูเหมือนจริงทุกอย่าง นำมาใช้เพื่อให้เหยื่อตายใจ… ความโปร่งใสมิได้ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบอำนาจ แต่กลับถูกทำให้กลายเป็น เทคนิคการปกครอง รูปแบบใหม่ ที่ซับซ้อนและแนบเนียนยิ่งกว่าเดิม
การแสดงบทบาทความโปร่งใสเชิงพิธีกรรม รัฐจะ: เปิดเว็บไซต์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เผยแพร่รายงานยาวหลายร้อยหน้า สร้าง dashboard, KPI, infographics ตั้งคณะกรรมการ ตั้งอนุกรรมการ ตั้งระบบร้องเรียน แต่ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่คล้าย ฉากเวที มากกว่ากลไกความรับผิด…
ผลลัพธ์คือ: “ข้อมูลมีอยู่ครบ แต่ไม่มีใครใช้ตรวจสอบอำนาจได้จริง” ความโปร่งใสจึงไม่ใช่เครื่องมือของประชาชน แต่กลายเป็น เครื่องมือป้องกันตนเองของรัฐ
การเปิดเผยข้อมูลในฐานะ “ข้อมูลรบกวน” รัฐสแกมเมอร์ใช้กลยุทธ์ เปิดข้อมูลทุกอย่าง ยกเว้น “จุดตัดสินใจ” เปิดขั้นตอน แต่ไม่เปิดเหตุผล เปิดงบประมาณรวม แต่ไม่เปิดเส้นทางเงิน เปิดกฎหมาย แต่ไม่เปิดอำนาจดุลพินิจที่แท้จริง ประชาชนจึงถูกบังคับให้: ใช้เวลาค้นหา ทำตามขั้นตอนร้องเรียน เขียนคำขอข้อมูล ยื่นเรื่องตามกฎหมายทุกช่องทาง แต่สุดท้าย ผลลัพธ์เชิงนโยบายไม่เปลี่ยน นี่คือสิ่งที่คุณเปรียบเทียบได้อย่างแม่นยำว่า “เหมือนคอลเซ็นเตอร์ที่มีสคริปต์น่าเชื่อถือ” รัฐสแกมเมอร์กับตรรกะเดียวกับคอลเซ็นเตอร์
การเปรียบรัฐกับคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่การด่า แต่เป็นการชี้ โครงสร้างการหลอกเชิงสถาบัน
ทั้งสองระบบมีลักษณะร่วมกันคือ:
มีสคริปต์มาตรฐาน
– “เราทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน”
– “ตั้งคณะกรรมการแล้ว”
– “อยู่ระหว่างการตรวจสอบ”
มีเอกสารครบถ้วน
– หนังสือราชการ
– รายงานการประชุม
– ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ
โยนภาระความเข้าใจให้เหยื่อ
หากประชาชนไม่เข้าใจ → ถูกกล่าวหาว่า “ไม่อ่านเอกสาร”
“ไม่เข้าใจกฎหมาย”
“ไม่รู้ขั้นตอน”
นี่คือการพลิกตรรกะความรับผิด
จากรัฐ → ไปสู่ประชาชน
มายาคติสำคัญ: “ถ้าเปิดเผยแล้ว แปลว่าไม่โกง” มายาคติที่อันตรายที่สุดของรัฐสแกมเมอร์ คือ: “เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผยแล้ว การทุจริตย่อมไม่มี” ในเชิงวิชาการ นี่คือความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะการทุจริตสมัยใหม่ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ “ถูกปิด” แต่อยู่ใน: การออกแบบกติกา ช่องว่างของอำนาจดุลพินิจ การบิดความหมายของกฎหมาย การใช้ขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ผิด ดังนั้น การโปร่งใสเชิงเอกสาร ไม่เท่ากับ ความโปร่งใสเชิงอำนาจ “ความโปร่งใสสมัยใหม่กลายเป็น ‘พิธีกรรม’ ที่รัฐแสดงเพื่อสร้างความชอบธรรม
มากกว่าจะเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ประชาชนใช้ตรวจสอบรัฐ… มันเหมือนโรงละครที่นักแสดง (รัฐ) แสดงบท ‘ความโปร่งใส’ บนเวทีที่ถูกออกแบบให้ดูโปร่งใส มีไฟส่องสว่างจ้า
มีฉากหลังที่ดูเปิดเผย แต่บทละครถูกเขียนไว้แล้ว และการแสดงเป็นเพียงการท่องบท… ข้อมูลมหาศาลกลายเป็น ‘ม่านควันดิจิทัล’ ที่ปกปิดการตัดสินใจสำคัญ กระบวนการที่ซับซ้อนกลายเป็น ‘เขาวงกตทางกฎหมาย’ ที่ทำให้ประชาชนหลงทางก่อนพบความจริง… การมีเอกสารครบถ้วนไม่รับประกันความซื่อสัตย์ เหมือนการมีใบขับขี่ไม่รับประกันการขับขี่ปลอดภัย การมีกระบวนการตรวจสอบไม่รับประกันการตรวจสอบจริง เหมือนการมีเครื่องตรวจจับโลหะที่สนามบิน ที่ส่งเสียงแต่ยังปล่อยอาวุธผ่านไปได้…
ในยุคที่ข้อมูลคืออำนาจ
การควบคุมข้อมูลคือการควบคุมอำนาจ
และการให้ข้อมูลที่ไม่สำคัญคือการปกปิดอำนาจที่สำคัญ…
รัฐไทยกำลังเล่นเกม ‘ซ่อนข้อมูลในที่เปิดเผย’
โดยใช้ปริมาณข้อมูลมาบดบังคุณภาพข้อมูล
ใช้ความซับซ้อนมาบดบังความไม่ซื่อสัตย์
ใช้กระบวนการมาบดบังผลลัพธ์…
จนกว่าจะเปลี่ยนจาก ‘ความโปร่งใสเชิงป้องกัน’
(ที่เปิดเผยเฉพาะเมื่อถูกบังคับ)
เป็น ‘ความโปร่งใสเชิงรุก’
(ที่เปิดเผยเพราะเห็นว่าประชาชนควรรู้)…
ความโปร่งใสจะยังคงเป็นเพียง ‘มายาคติ’
ที่รัฐใช้สร้างความชอบธรรม
ในขณะที่ประชาชนยังคงถูกทอดทิ้ง
ในความมืดของข้อมูลที่ล้นเกิน…
“มายาคติความโปร่งใส” เมื่อข้อมูลมากกลับทำให้ความจริงน้อยลง
“โปร่งใสแบบปิดบัง: การเมืองแห่งข้อมูลล้นเกินและการกลบเกลื่อนเชิงสถาบัน”…
รัฐบาลสมัยใหม่ใช้ “การเปิดเผยข้อมูล” ไม่ใช่เพื่อทำให้โปร่งใสจริง…
แต่เพื่อ “สร้างภาพลักษณ์” ของความโปร่งใส
ในขณะเดียวกันก็ “ปกปิดสาระสำคัญ” ใต้ข้อมูลปริมาณมาก…
นี่คือ “การเมืองแห่งการทำให้เป็นทางการ”
เน้นที่ “รูปแบบ” มากกว่า “สาระ” …
เน้นที่ “กระบวนการ” มากกว่า “ผลลัพธ์”
กลไกการสร้าง “ภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส”…
เพื่อให้เห็นว่ามีการเปิดเผยข้อมูล จะมีการท่วมทับด้วยข้อมูล
เผยแพร่ข้อมูล จำนวนมหาศาล ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญ…
ประชาชน จมอยู่กับข้อมูล จนหาสาระสำคัญไม่เจอ…
ตัวอย่างไทย: เว็บไซต์รัฐบาลมีข้อมูลนับล้านหน้า แต่ข้อมูลสำคัญมักซ่อนอยู่ในที่เข้าถึงยากที่สุด…
กระบวนการเปิดเผยข้อมูล การใช้กระบวนการที่ซับซ้อน
สร้างขั้นตอนการตรวจสอบที่ ซับซ้อนเกินจำเป็น…
ทำให้การตามตรวจสอบของประชาชน ใช้เวลานานและต้นทุนสูง…
เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการเปิดเผยข้อมูล ก็จะมีการจัดตั้ง “คอลเซ็นเตอร์ของรัฐ”: แต่การทำงานภายในคอลเซ็นเตอร์เป็นการบริหารความจริงแบบมีสคริปต์…
มีคำตอบสำเร็จรูป สำหรับทุกคำถาม มีเอกสารประกอบ ที่ดูน่าเชื่อถือ…
มีขั้นตอนที่ดูโปร่งใส แต่ไร้ผลในทางปฏิบัติ…
กระบวนการทำงาน “คอลเซ็นเตอร์ของรัฐ”:
รับคำร้อง (รับข้อซักถาม)
ส่งต่อแผนก (โยนความรับผิดชอบ)
ตอบด้วยเอกสารมาตรฐาน (ไม่ตอบคำถามจริง)
ปิดกรณี โดยอ้างว่าได้ทำตามกระบวนการแล้ว…
กรณีศึกษา การเปิดเผยงบประมาณที่ดูโปร่งใสแต่ปิดบังสาระ
การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ
มีการเผยแพร่ข้อมูลงบประมาณ อย่างละเอียด
แต่ ซ่อนรายละเอียดสำคัญ เช่น:
โครงการที่ขาดประสิทธิภาพแต่ได้งบเพิ่ม
รายจ่ายที่ไม่จำเป็นแต่ถูกจัดเป็น “จำเป็นเร่งด่วน”
การโอนงบระหว่างโครงการที่ซ่อนนโยบาย
โครงการของรัฐขนาดใหญ่ ผ่านระบบ e-GP (ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์):
ดูโปร่งใส: ทุกขั้นตอนบันทึกในระบบ
แต่ในทางปฏิบัติ: ยังมี “การตีความกฎหมาย” และ “การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ” ที่เอื้อนายทุนบางกลุ่ม
การดำเนินโครงการ จะอยู่ภายใต้การเมืองของ “เอกสาร”
“มีเอกสาร” เท่ากับ “ทำงานถูกต้อง”
“ไม่มีเอกสาร” เท่ากับ “ทำงานผิดพลาด”
ปัญหาคือ: เอกสารสามารถ “สร้างขึ้นมา” ได้
เอกสารสามารถ “ตีความได้หลายทาง”
เอกสารมัก “บันทึกแต่สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง…
ความล้มเหลวของ “ความโปร่งใสเชิงปริมาณ”:ของการดำเนินโครงการ
ข้อมูลมาก ≠ ข้อมูลดี
กระบวนการเยอะ ≠ กระบวนการยุติธรรม
การจัดทำโครงการของรัฐจะสร้างวัฒนธรรม “การทำงานเพื่อเอกสาร”:
ข้าราชการมุ่งสร้าง “หลักฐานทางเอกสาร”
มากกว่ามุ่งแก้ปัญหา “หลักฐานทางความเป็นจริง”
หากประชาชนจะตรวจสอบ ก็ต้องเหนื่อยล้า:
ประชาชนใช้พลังงานมากกับการตามข้อมูล
หมดแรงก่อนจะได้ข้อมูลสำคัญจริงๆ…
“รัฐสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องปิดบังการทุจริต แค่เปิดเผยข้อมูลให้มากพอ จนไม่มีใครมองเห็นอำนาจที่แท้จริง นั่นแหละคือมายาคติแห่งความโปร่งใส”
ที่ล้ำลึกไปกว่านั้น จะมีการสร้าง “ความชอบธรรมเทียม” สร้าง “ภาพลวงตาแห่งความชอบธรรมเทียม”: มาหลอกเพื่อให้ภารกิจเพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุนถูกปกปิดมิดชิด ด้วยการกำหนดตัวชี้วัดการทำงานด้วยความโปร่งใสขึ้นมา…
จะพบว่าหน่วยงานภาครัฐได้คะแนนความโปร่งใสสูงลิบลิ่ว แต่จากประสบการณ์ประชาชนส่วนใหญ่: หลายๆหน่วยงานของรัฐทำโครงการรัฐที่ไร้ประโยชน์ต่อสาธารณะจริง แถมซ้ำร้ายยังสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคน ทั้งนี้ เพราะตัวชี้วัดถูกออกแบบโดยกลุ่มที่ครอบงำรัฐ เพื่อให้รัฐ “สอบผ่าน” ในกระดาษ…
การสร้าง “ภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส” ขึ้นมาเพื่อปิดบังการทุจริตที่ซับซ้อนกว่าเดิม สร้างภาระสาธารณะมหาศาล โดยผลผลประโยชน์ตกไปอยู่กับกลุ่มทุน
3. เพื่อปกปิดการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุน รัฐสแกมเมอร์จะมีบิดเบือนกลยุทธ์รัฐสมัยใหม่ที่นิยมเปลี่ยนบทบาทจาก “รัฐผู้ปฏิบัติ” ไปสู่ “รัฐผู้ว่าจ้าง” ผ่านระบบสัญญา การจ้างเหมาบริการ และการร่วมทุนกับเอกชน กระบวนการนี้ในทางทฤษฎีถูกอธิบายว่าเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และดึงความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามาใช้
แต่สำหรับรัฐสแกมเมอร์ ที่ไม่ใช่รัฐชาติ ที่ถึงแม้รัฐยังคงมีอำนาจทางกฎหมายและงบประมาณ แต่การปฏิบัติจริงกลับถูกผลักออกไปสู่เครือข่ายเอกชน ผู้รับเหมา และผู้รับเหมาช่วงหลายชั้น รัฐจึงคงไว้ซึ่ง “อำนาจสั่งการ” แต่ลดทอน “ความรับผิดโดยตรง” ลงอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดความเสียหาย รัฐสามารถอ้างได้ว่าเป็นความผิดพลาดของเอกชน ขณะที่เอกชนก็อ้างว่าปฏิบัติตาม TOR และคำสั่งของรัฐ
การซอยสัญญา เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ความรับผิดเจือจาง สัญญาหลักถูกแตกออกเป็นสัญญาย่อยหลายฉบับ ผู้รับเหมาหลัก ผู้รับเหมาช่วง ผู้ให้บริการย่อย และตัวกลางทางเทคนิค เมื่อเกิดปัญหา ไม่มีฝ่ายใดสามารถถูกชี้ชัดว่าเป็น “ผู้รับผิดหลัก” ความรับผิดจึงไหลเวียนไปมาเหมือนของเหลว ไม่ตกผลึกเป็นความรับผิดของใครคนใดคนหนึ่ง
ความเจือจางของความรับผิดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบเชิงนโยบายและเชิงสถาบัน รัฐสามารถใช้โครงสร้างสัญญาที่ซับซ้อนเป็น “เกราะทางการเมือง” เมื่อโครงการล้มเหลว รัฐบาลสามารถโยนความผิดให้ระบบราชการ เอกชน หรือข้อจำกัดทางเทคนิค ขณะที่เมื่อโครงการสำเร็จ กลับอ้างความชอบธรรมทางการเมืองได้เต็มที่
ลักษณะนี้ทำให้รัฐมีพฤติกรรมคล้ายสแกมเมอร์ คือ แสวงหาผลประโยชน์จากความคลุมเครือเชิงโครงสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง แต่ใช้ช่องว่างของระบบความรับผิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หลักนิติรัฐตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า อำนาจต้องมาพร้อมความรับผิด แต่รัฐรับเหมาช่วงในรูปแบบที่ความรับผิดกระจายและเลือนหาย ทำให้หลักการนี้ถูกบ่อนทำลาย ประชาชนไม่สามารถระบุได้ว่า ใครต้องรับผิดเมื่อบริการสาธารณะล้มเหลว หรือเมื่อเกิดการทุจริตเชิงระบบ ความไม่ชัดเจนนี้กัดกร่อนความไว้วางใจต่อรัฐ และทำให้การตรวจสอบโดยสาธารณะไร้พลัง
ในเชิงกฎหมายปกครองและกฎหมายมหาชน นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาพฤติกรรมเฉพาะราย เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็สามารถอ้างได้ว่า ตนไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรง และไม่มีอำนาจควบคุมรายละเอียดในระดับปฏิบัติการ
รัฐรับเหมาช่วงเป็นรัฐที่จงใจออกแบบตนเองให้ไม่ต้องรับผิดกันแน่
ผลักภาระงานสาธารณะไปให้เอกชน ผ่านสัญญารับเหมาช่วงที่ซับซ้อน เมื่อโครงสร้างสัญญาถูกซอยย่อย “ความรับผิดชอบ” จะกลายเป็นของเหลวที่ไหลไปมาจนหาที่ลงไม่ได้ ตัวอย่าง: เมื่อเครนถล่ม นายกฯ ชี้ไปที่กระทรวง กระทรวงชี้ไปที่ รฟท. รฟท. ชี้ไปที่ผู้รับเหมา ผู้รับเหมาชี้ไปที่ Sub-contract นี่คือการออกแบบระบบเพื่อให้ “ไม่มีใครต้องรับผิดชอบในระดับนโยบาย”
กรอบคำถามสำหรับการสังเกตรัฐ ว่า รัฐเป็นรัฐสแกมเมอร์หรือไม่ คือ… ใครกำหนดนโยบาย? ประชาชนหรือกลุ่มทุน?… ใครได้ประโยชน์? สาธารณะหรือกลุ่มเฉพาะ?… ใครตรวจสอบ?… หน่วยงานอิสระจริงหรือหน่วยงานที่ถูกครอบงำ?… ประชาชนมีทางออกไหม? สามารถต่อรองได้จริงหรือเป็นเพียงพิธีกรรม?…
ในรัฐสแกมเมอร์ “โครงการของรัฐ” ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกเปลี่ยนสภาพจาก “บริการสาธารณะ” กลายเป็น “เครื่องจักรดึงงบประมาณ” เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่ “ผลสัมฤทธิ์ของโครงการ” แต่อยู่ที่ “ความสมบูรณ์ของเอกสาร” เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้โดยไม่โดนลงโทษ ความโปร่งใสจึงไม่ได้มีไว้เพื่อให้ประชาชนมองเห็นข้างใน แต่มีไว้เพื่อให้แสงสะท้อนเข้าตาประชาชนจน “ตาพร่ามัว” และปล่อยให้รัฐสแกมเมอร์ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น “หากเราตัดเรื่องความถูกต้องทางเอกสารออกไป คุณค่าที่แท้จริง ที่ประชาชนได้รับจากโครงการนี้คืออะไร และมันคุ้มค่ากับงบประมาณที่จ่ายไปหรือไม่?” “ข้อมูลมหาศาลที่รัฐเปิดเผยออกมาในวันนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชน ‘รู้เท่าทัน’ หรือเพื่อให้ประชาชน ‘ยอมจำนน’ ต่อความซับซ้อนกันแน่?” “ทำไมในขณะที่ตัวชี้วัดความโปร่งใสของหน่วยงานพุ่งสูงขึ้น แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานนั้นกลับสวนทางกัน?” “ในกระบวนการที่บอกว่าเปิดกว้าง ใครคือผู้ที่มีอำนาจ ‘เคาะ’ ตัวเลือกสุดท้าย และเกณฑ์ที่เขาใช้ตัดสินใจจริงๆ คืออะไรที่ไม่ใช่แค่สิ่งที่เขียนใน TOR?” “หากกระบวนการนี้โปร่งใสจริง ทำไมผลลัพธ์ของโครงการจึงออกมาเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?” “เราจะเรียกกระบวนการนี้ว่าการมีส่วนร่วมได้จริงไหม หากเสียงของประชาชนถูกรับฟังเพียงเพื่อ ‘ติ๊กถูก’ ในช่องกิจกรรม แต่ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางของนโยบายได้เลย?” “คำตอบที่รัฐให้กับเราวันนี้ เป็นการตอบเพื่อ ‘แก้ไขปัญหา’ หรือเป็นเพียงการตอบตาม ‘สคริปต์ทางกฎหมาย’ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองมีความผิด?” “เอกสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์เหล่านี้ กำลังทำหน้าที่เป็น ‘กระจก’ ที่สะท้อนความจริง หรือเป็น ‘หน้ากาก’ ที่สวมไว้เพื่อต้มตุ๋นความเชื่อมั่น?” “ภาระในการพิสูจน์ความทุจริต ทำไมจึงตกเป็นของประชาชน ในขณะที่รัฐซึ่งถือข้อมูลทั้งหมดกลับใช้ข้อมูลนั้นเป็นเกราะกำบัง?” “ความโปร่งใสที่กินได้และตรวจสอบอำนาจได้จริง ควรจะมีหน้าตาแตกต่างจาก ‘พิธีกรรมทางเอกสาร’ ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันอย่างไร?” “เราจะเปลี่ยนจากความโปร่งใสแบบ ‘ข้อมูลขยะล้นมือ’ มาเป็นความโปร่งใสแบบ ‘ข้อมูลสั้น กระชับ และตรงจุดตัดสินใจ’ ได้อย่างไร?”
“หากวันหนึ่งประชาชนหยุดเชื่อใน ‘กระดาษ’ และเริ่มเชื่อใน ‘ผลลัพธ์’ รัฐสแกมเมอร์จะยังคงรักษาอำนาจอยู่ได้อย่างไร?”
ในวันที่หน่วยงานตรวจสอบหน่วยงานรัฐอื่นๆของไทยคว้ารางวัลความโปร่งใสอันดับ 1 แต่ประชาชนกลับต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เครนที่ถล่มซ้ำซากบนถนนพระราม 2 รัฐบาลช่วยอธิบายได้ไหมว่า ‘เกณฑ์ความโปร่งใส’ ที่พวกท่านให้รางวัลกันนั้น วัดจากจำนวนเอกสารที่เซ็นครบ หรือวัดจากความปลอดภัยที่ประชาชนสัมผัสได้จริง…
“รัฐไทยมีกระบวนการตรวจสอบ ‘เจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง’ ของกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาประมูลงานรัฐอย่างไร เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนมั่นใจว่าโครงการหมื่นล้านเหล่านี้ ไม่ใช่การเปิดบ้านให้ ‘นอมินี’ เข้ามาตักตวงงบประมาณภาษี แล้วทิ้งทวนความเสี่ยงชีวิตไว้ให้คนไทยเป็นผู้แบกรับ?”…
เมื่อโศกนาฏกรรมเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้รับเหมาเจ้าเดิม เหตุใดบทลงโทษจึงจบลงเพียงแค่การ ‘สั่งระงับงานชั่วคราว’ หรือ ‘คาดโทษหน่วยงานรอง’ รัฐบาลกล้าประกาศมาตรฐาน ‘Zero Tolerance’ โดยการขึ้นบัญชีดำ บริษัทที่มีประวัติเลือดท่วมมืออย่างถาวร เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตประชาชนมีค่ามากกว่ามูลค่าในสัญญาจ้างหรือไม่?”…
เมื่อโศกนาฏกรรมเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้รับเหมาเจ้าเดิม เหตุใดบทลงโทษจึงจบลงเพียงแค่การ ‘สั่งระงับงานชั่วคราว’ หรือ ‘คาดโทษหน่วยงานรอง’ รัฐบาลกล้าประกาศมาตรฐาน ‘Zero Tolerance’ โดยการขึ้นบัญชีดำ บริษัทที่มีประวัติเลือดท่วมมืออย่างถาวร เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตประชาชนมีค่ามากกว่ามูลค่าในสัญญาจ้างหรือไม่?”…
“หากการเยียวยาด้วยเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากเหยื่อเพื่อให้โครงการดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องแก้ไขต้นตอทางวิศวกรรม เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘อุบัติเหตุ’ ได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลยังคงอนุญาตให้เกิด ‘ปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ’ ในทุกโครงการก่อสร้างทั่วประเทศ?”…
“ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารและผู้รับประกันสวัสดิภาพสาธารณะ นายกรัฐมนตรีมองเห็น ‘รอยร้าว’ ในระบบคัดเลือกผู้รับเหมาของรัฐบาลตนเองบ้างหรือไม่ หรือจะรอให้ความสูญเสียครั้งหน้าเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยออกมาสั่งการแบบเดิมที่เป็นเพียง ‘ลิเกทางการเมือง’ เพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวเชิงนโยบาย?”
