เหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 สำหรับคนรากหญ้า
สำหรับประชาชน “คนรากหญ้า” หรือกลุ่มฐานรากทางเศรษฐกิจ การพิจารณาว่าจะเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่มันคือการตัดสินใจเรื่อง “ปากท้องที่ผูกติดกับอำนาจ” ครับ
นี่คือข้อมูลสรุปใน 4 มิติเพื่อให้คนรากหญ้าเห็นภาพ ว่าจะเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
1. รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาในยุคหลังรัฐประหาร โดยมีฐานคิดเรื่อง “ความมั่นคงของรัฐ” นำหน้า “สิทธิของประชาชน”
รัฐธรรมนูญฉบับ “ผู้พิทักษ์รัฐ” ไม่ใช่ “ผู้รับใช้ประชาชน” รัฐธรรมนูญที่ “แช่แข็ง” โครงสร้างเดิมให้มีบทบาทหน้าที่อย่างเข้มแข็งมากขึ้น
รัฐธรรมนูญ 2560 สร้างขึ้นบน ตรรกะอันตราย: “ความมั่นคงของรัฐ” > “สิทธิเสรีภาพประชาชน” “ความต่อเนื่องของนโยบาย” > “ความต้องการของประชาชน”
“การพัฒนาตามแผน” > “การมีส่วนร่วมของชุมชน” ผลลัพธ์: รัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่ “สัญญาประชาคม” แต่เป็น “คู่มือการบริหารประชาชน” โดยชนชั้นนำ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ซึ่งวางแผนโดยคนกลุ่มเดียวจากส่วนกลาง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากร (ที่ดิน, แหล่งน้ำ, ป่าไม้) ในระดับท้องถิ่นถูกรวบอำนาจกลับไปที่กรุงเทพฯ
รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่เครื่องมือปกป้องสิทธิประชาชน แต่เป็นเครื่องมือปกป้องโครงสร้างอำนาจเดิม ‘ความมั่นคง’ จะหมายถึงความมั่นคงของอำนาจชนชั้นนำ ไม่ใช่ความมั่นคงในชีวิตของคนรากหญ้า
2. รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: ซึ่งเป็นการยึดครองอนาคตของประชาชนโดยไม่เลือกตั้ง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในรัฐธรรมนูญคือ “การรัฐประหารเชิงสถาบัน”: วางแผนโดยคนกลุ่มเดียว โดยไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ผูกมัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 20 รัฐบาลข้างหน้า ทำให้ “ประชาชนเลือกตั้งรัฐบาลได้ แต่เลือกนโยบายไม่ได้” นี่คือประชาธิปไตยแบบ “มีได้แต่รูป แต่ห้ามแตะเนื้อ” ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ใช่แผนพัฒนาประเทศ แต่เป็นแผนธำรงอำนาจของคนกลุ่มเดียว รัฐธรรมนูญ 2560ไม่ใช่ร่างกฎหมายสูงสุดของประชาชน แต่เป็นร่างแผนธุรกิจของชนชั้นนำ
3. กลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 มีหลายส่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อการทำนโยบายเพื่อคนยากจน การออกแบบทำให้เกิดรัฐบาลหลายพรรคที่อ่อนแอ นโยบายสวัสดิการที่ต้องใช้เงินมากหรือการปฏิรูปที่ดินจึงมักถูก “ปัดตก” หรือ “ต่อรอง” จนเสียหลักการเพื่อรักษาเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล
กลไกองค์กรอิสระและ ส.ว.ทำหน้าที่เป็น “ตัวหยุด” นโยบายของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนประชาชน หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพยายามจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ไปกระทบกลุ่มทุนใหญ่ องค์กรเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการระงับนโยบายหรือล้มรัฐบาลนั้นๆ
รัฐธรรมนูญสร้าง พันธมิตรอำนาจใหม่ “ระบอบราชการ-ทุน-กองทัพ” แบบสามเส้า คือ ราชการส่วนกลาง: ได้อำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ กลุ่มทุนใหญ่: ได้ความแน่นอนของนโยบาย (ไม่เปลี่ยนง่ายกับรัฐบาลเลือกตั้ง) กองทัพ: ได้บทบาทผ่านวุฒิสภาและองค์กรอิสระ
รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเหมือน ‘สนามเด็กเล่น’ ที่ออกแบบให้เด็ก (รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง) เล่นได้ แต่มี ‘ผู้ใหญ่’ (ส.ว. และองค์กรอิสระ) คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด
และสามารถเข้ามา ‘หยุดเกม’ ได้ทุกเมื่อที่เด็กจะทำอะไรเกินขอบเขตที่กำหนด
ผลคือ ประชาชนได้รัฐบาลที่พวกเขาเลือก แต่ไม่ได้ได้นโยบายที่พวกเขาต้องการ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ ‘ให้อำนาจประชาชน’
แต่เพื่อ ‘ควบคุมไม่ให้อำนาจประชาชนมากเกินไป’ จนกว่าจะมีการแก้ไข การเลือกตั้งจะยังเป็นเพียง ‘การเปลี่ยนตัวแสดง’ ในละครที่บทและบทพูดยังถูกควบคุมโดยคนกลุ่มเดิม และนโยบายสวัสดิการสำหรับคนยากจน จะยังคงเป็นเพียง ‘คำสัญญาลอยๆ’ ที่ถูกบล็อกโดยกลไกที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อย
4. สวัสดิการไม่ใช่ “สิทธิ” แต่คือ “สงเคราะห์”: รัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนมุมมองเรื่องรัฐสวัสดิการให้กลายเป็นการสงเคราะห์เฉพาะหน้า (เช่น บัตรคนจน) แทนที่จะเป็นสิทธิถ้วนหน้า ทำให้คนรากหญ้าต้องกลายเป็นผู้รอรับส่วนบุญจากรัฐเสมอ
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้คนจนต้องก้มหน้าขอความเมตตา แทนที่จะยืนตรงเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม มันเปลี่ยน ‘พลเมือง’ ที่มีศักดิ์ศรี เป็น ‘ผู้รับสงเคราะห์’ ที่ต้องสำนึกในบุญคุณ
และเปลี่ยน ‘รัฐ’ ที่ควรเป็นผู้รับใช้ประชาชน
เป็น ‘ผู้อุปถัมภ์’ ที่คอยเลือกว่าจะให้ใคร เมื่อไหร่ เท่าไหร่
จนกว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแนวคิด
จาก ‘รัฐสงเคราะห์’ สู่ ‘รัฐสวัสดิการ’
จาก ‘ผู้มีรายได้น้อย’ สู่ ‘พลเมืองผู้มีศักดิ์ศรี’
จาก ‘บัตรคนจน’ สู่ ‘สิทธิพื้นฐานถ้วนหน้า’
คนรากหญ้าจะยังต้องรอคอยความเมตตาจากรัฐ
ในประเทศที่พวกเขาควรเป็นเจ้าของ
และนี่คือการเมืองแห่งการลดทอนศักดิ์ศรี
ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เป็นระบบ
และทำให้ดูเหมือนชอบธรรม
ในสายตาผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญ: มองชาวบ้านเป็น “สิ่งกีดขวางความก้าวหน้า”
ชาวบ้าน = ผู้ด้อยพัฒนา ที่ต้องถูกชี้นำ ชุมชน = อุปสรรค ต่อแผนใหญ่ของชาติ สิทธิชุมชน = ความเห็นแก่ตัว ที่ขัดผลประโยชน์ส่วนรวม
แต่ในความเป็นจริง: ชาวบ้านคือ ผู้รู้จริง เกี่ยวกับทรัพยากรในพื้นที่ ชุมชนมี ระบบจัดการร่วมกัน ที่ผ่านการทดลองด้วยเวลา สิทธิชุมชนคือ การป้องกันการปล้นทรัพยากรโดยนายทุน
5.ความเหลื่อมล้ำที่ถูกกฎหมาย: รัฐธรรมนูญ 2560 มีกติกาที่เอื้อทุนใหญ่ทำให้การผูกขาดขยายตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่อำนาจต่อรองของเกษตรกรหรือแรงงานลดน้อยลง
รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่กฎหมายสูงสุดของประชาชน
แต่เป็น ‘คู่มือการลงทุน’ สำหรับทุนใหญ่
และ ‘คู่มือความอยู่รอด’ สำหรับคนจน
มันทำให้ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ ‘ปัญหาสังคม’ ที่ต้องแก้ไข
แต่เป็น ‘ลักษณะปกติ’ ของระบบเศรษฐกิจที่ถูกออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้น
มันเปลี่ยน ‘เกษตรกรเจ้าของที่ดิน’ เป็น ‘แรงงานรับจ้างในที่ดินตัวเอง’
เปลี่ยน ‘แรงงานที่มีศักดิ์ศรี’ เป็น ‘ปัจจัยการผลิตราคาถูก’
เปลี่ยน ‘ทรัพยากรสาธารณะ’ เป็น ‘สินค้าในตลาดทุน’
จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงๆ
ความเหลื่อมล้ำจะยังคงถูก ‘ทำให้เป็นกฎหมาย’
และคนรากหญ้าจะยังคงถูก ‘ทำให้จน’
โดยระบบที่ควรจะปกป้องพวกเขา
นี่คือโศกนาฏกรรมของประชาธิปไตยไทย
ที่กฎหมายสูงสุดกลายเป็นเครื่องมือกดขี่
ในนามของ ‘ความมั่นคง’ และ ‘การพัฒนา’
ที่ไม่มีวันมาถึงมือผู้ถูกพัฒนาเหล่านั้น
เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย
6. การแก้ไขปัญหาล่าช้า: เมื่อกลไกการเมืองติดล็อก การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างหนี้สินเกษตรกรหรือราคาพืชผลจึงมักติดขัดที่ข้ออ้างเรื่อง “ระเบียบวินัยการเงินการคลัง” ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ 2560 สร้าง ‘คุกแห่งระเบียบ’
ที่กักขังความช่วยเหลือไว้ไม่ให้ถึงมือประชาชน
มันเปลี่ยน ‘ความเดือดร้อนเร่งด่วน’ ของเกษตรกร
เป็น ‘ปัญหาเชิงเทคนิค’ ที่ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อน
มันทำให้ ‘ความช่วยเหลือชีวิต’
ต้องแพ้ ‘ความถูกต้องของเอกสาร’
และทำให้ ‘วินัยการคลัง’
สำคัญกว่า ‘ศักดิ์ศรีของเกษตรกร’
จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
เกษตรกรไทยจะยังต้องรอคอยความช่วยเหลือ
ในขณะที่พืชผลเน่าเสียในคลัง
และหนี้สินท่วมหัวในสมุดบัญชี
นี่คือโศกนาฏกรรมของระบบราชการไทย
ที่ถูกออกแบบมาให้ ‘ทำงานถูกต้อง’
มากกว่า ‘ทำงานถูกต้องเพื่อประชาชน’
และรัฐธรรมนูญฉบับนี้
คือตัวการที่ทำให้โศกนาฏกรรมนี้
ถูกทำให้ชอบธรรมด้วยกฎหมายสูงสุด
เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
เลือก “ชะตากรรม” หรือ “โอกาส”
ในภาพรวม การตัดสินใจเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญสำหรับคนรากหญ้าคือการเลือกระหว่าง:
เดินตามชะตากรรม ที่อยู่ภายใต้ระเบียบเดิมที่ “ความสงบ” มาก่อน “ความมั่งคั่งของมวลชน” ซึ่งปลอดภัยในระยะสั้นแต่ไร้อนาคตในการลืมตาอ้าปาก
หรือจะสร้างโอกาสใหม่ การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และสร้างกลไกที่ตรวจสอบกลุ่มจารีตผูกขาดได้ จะเป็นการเปิดประตูให้คนรากหญ้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง
สรุปการวิพากษ์
สำหรับประชาชนคนรากหญ้า การเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญคือการ “ทวงคืนเครื่องมือในการทำมาหากิน” ครับ เพราะตราบใดที่กติกาสูงสุดของประเทศยังวางอยู่บนฐานของรัฐพันลึกและกลุ่มทุน นโยบายแก้จนจะเป็นได้เพียง “ยาแก้ปวด” แต่ไม่ใช่ “ยารักษาโรค”
เป้าหมายของการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวหนังสือ แต่คือการเปลี่ยน “โครงสร้างอำนาจ” เพื่อให้คนรากหญ้ามีตัวตนในฐานะเจ้าของประเทศ ไม่ใช่แค่ผู้อาศัยครับ
การแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปไม่ได้โดยออกแบบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้ แก้ไขยากจนเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ: ต้องได้เสียง มากกว่า 1 ใน 3 ของวุฒิสภา (ที่มาจากการแต่งตั้ง) กระบวนการซับซ้อน หลายขั้นตอน ทำให้การแก้ไขต้องได้ ฉันทามติจากชนชั้นนำ เท่านั้น
แต่การเลือกตั้ง สส ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะพ่วงถามประชาชนว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีี่หาได้ยาก
