ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่นักวิชาการหลายสาขาเริ่มพูดถึงมากขึ้น คือ การที่ทุนสีเทาไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะ “ผู้ร้ายนอกระบบ” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านกลไกความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ และพื้นที่เชิงสถาบันที่เปิดช่องให้เงินนอกระบบสามารถหมุนเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น
เมื่อมองในเชิงโครงสร้าง การเมืองระดับชาติย่อมต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งทรัพยากรที่อยู่ในกรอบกฎหมาย และทรัพยากรที่ยากต่อการตรวจสอบที่มา ความไม่สมดุลระหว่างรายได้ที่เปิดเผยได้กับต้นทุนทางการเมืองที่สูง จึงกลายเป็นคำถามเชิงระบบมากกว่าการกล่าวโทษรายบุคคล
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมือง เงินที่ไหลเวียนในกระบวนการทางการเมืองไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ค่าใช้จ่ายระยะสั้น” แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างอำนาจ ความสัมพันธ์ และอิทธิพลในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย และบรรยากาศของความรับผิดรับชอบในสังคม
ปรากฏการณ์เหล่านี้จึงเป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถามและถกเถียงอย่างจริงจัง ในฐานะโจทย์ของระบบการเมืองไทย มากกว่าการมองว่าเป็นเรื่องของบุคคลหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

