โลกปัจจุบันไม่ใช่โลกที่ประเทศเล็กต้องเลือกว่าจะ “ศรัทธาใคร”
แต่เป็นโลกที่ต้องสร้าง ภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย ให้ตัวเอง
เพราะความเสี่ยงไม่ได้มาจากอิทธิพลที่เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น
แต่มาจาก ความผันผวนของนโยบายมหาอำนาจ ที่เปลี่ยนทิศได้รวดเร็ว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นชัดว่า
นโยบายแบบ ผลประโยชน์ชาตินำ
สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการทูตได้พร้อมกัน
โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังทหาร
กรณีความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แสดงให้เห็นว่า
“แรงกดดันทางเศรษฐกิจ” เช่น ภาษี การค้า หรือการเข้าถึงตลาด
สามารถถูกใช้เป็นกลไกต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในบริบทนี้
ประเทศที่พึ่งพาการส่งออก หรือเกินดุลการค้าสูง
ย่อมมีความเปราะบางมากกว่าที่คิด
แม้จะถูกเรียกว่า “พันธมิตร” ในเชิงการทูต
บางประเทศกำลังถูกนิยามใหม่ในสายตามหาอำนาจ
จาก “รัฐอธิปไตย” ไปสู่
“พื้นที่ปัญหาข้ามชาติ” เช่น อาชญากรรม การเงินผิดกฎหมาย หรือความมั่นคง
การเปลี่ยนกรอบนิยามเช่นนี้
อาจนำไปสู่แรงกดดันจากภายนอกในรูปแบบใหม่
สำหรับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
ทางเลือกจึงไม่ใช่การเลือกข้างแบบสุดโต่ง
แต่คือการรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์
ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร
และไม่ผูกอนาคตไว้กับความผันผวนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

