เรามักเห็นปรากฏการณ์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “เลี้ยงดู” แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของรัฐ” ในการส่งต่อค่านิยมที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของลูก ดังนี้:
1. การเปลี่ยนบ้านเป็น “ค่ายฝึกอบรมความสยบยอม”
หลายครอบครัวใช้ระบบ “อำนาจนิยมในระดับครัวเรือน” ที่สอดรับกับระบบราชการ
การใช้ประโยคว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” หรือ “ผู้ใหญ่พูดต้องฟัง” คือการปิดกั้นการถกเถียงด้วยเหตุผล
เมื่อลูกเริ่ม “หัวดื้อความรู้” พ่อแม่กลับมองว่าคือการ “ก้าวร้าว” และพยายามดัดนิสัยให้กลับไป “เชื่อง” เหมือนเดิม เพื่อให้ลูกอยู่ในระบบโรงเรียนและระบบราชการได้อย่างไร้ปัญหา
2. “ความกตัญญู” ในฐานะเครื่องมือจำกัดสิทธิ์
ในระบบอุปถัมภ์ที่รัฐวางไว้ พ่อแม่จำนวนมากถูกทำให้เชื่อว่า “ความสำเร็จของลูก คือบำนาญของพ่อแม่”
พ่อแม่จึงมักบีบคั้นให้ลูกเลือกอาชีพที่ “มั่นคง” ในสายตารัฐ (เช่น รับราชการ) มากกว่าอาชีพที่ลูก “ฝัน”
ความฝันของเด็กจึงถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” หรือ “เสี่ยง”
ในมิตินี้ บ้านจึงกลายเป็น “พื้นที่กักกัน” ที่เด็กไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตเองได้ เพราะติดหนี้บุญคุณที่ถูกทวงถามผ่านการกำหนดอนาคต
3. การใช้ “สายตาคนอื่น” เป็นรั้วลวดหนาม
รัฐไทยใช้ระบบ “หน้าตาทางสังคม” คุมพฤติกรรมคน พ่อแม่จึงมักใช้ “ลูกบ้านอื่น” หรือ “คำนินทาของป้าข้างบ้าน” มาเป็นไม้เรียวทางจิตวิทยา
แทนที่จะสนับสนุนให้ลูก “สร้างสรรค์ชีวิตในแบบเรา” พ่อแม่กลับพยายามให้ลูก “เหมือนคนอื่น”
การศึกษาแบบที่รัฐต้องการคือการผลิต “สินค้ามาตรฐานเดียวกัน” และพ่อแม่ก็ทำหน้าที่เป็น “ฝ่าย QC” ที่คอยตัดแต่งกิ่งก้านความฝันของลูกที่โผล่พ้นกระถางออกมาให้เรียบเสมอกัน
คุณะยังเป็นเครื่องมือของรัฐ อยู่ต่อไปหรือไม่ คอมเมนต์ให้ทราบด้วยครับ

