“ข้อมูลลับ” หรือ “ความลับที่ไม่มีคำตอบ”? : เมื่อดีเบตกลายเป็นภัยความมั่นคงในสายตาภูมิใจไทย
การออกมาตอบโต้ของ “ศุภชัย ใจสมุทร” ต่อ “ดร.เจิมศักดิ์” ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองปกติ แต่คือการโชว์ “ตรรกะระดับเหว” ที่น่าศึกษาในทางมานุษยวิทยาการเมืองดังนี้:
การออกมาตอบโต้ของ “ศุภชัย ใจสมุทร” ต่อ “ดร.เจิมศักดิ์” ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองปกติ แต่คือการโชว์ “ตรรกะระดับเหว” ที่น่าศึกษาในทางมานุษยวิทยาการเมืองดังนี้:
1. ข้ออ้าง “ข้อมูลลับ” : เกราะกำบังหรือข้อแก้ตัว?
พรรคอ้างว่า อนุทิน ไปดีเบตไม่ได้เพราะคุม “ข้อมูลลับ/ความมั่นคง” เยอะ เดี๋ยวจะเผลอหลุดปาก…
-
วิพากษ์: นี่คือการดูถูกสติปัญญาประชาชนอย่างรุนแรง! ในโลกประชาธิปไตย ผู้นำประเทศระดับมหาอำนาจที่มีปุ่มนิวเคลียร์ในมือเขายังดีเบตกันได้
-
การอ้าง “ความลับราชการ” เพื่อหนีดีเบต คือการบอกว่า “ผมไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะเรื่องที่ควรพูดกับไม่ควรพูด” หรือแท้จริงแล้วคือ “ผมไม่มีคำตอบที่ดีพอสำหรับคำถามที่ประชาชนจะถาม” กันแน่?
2. ปากว่า “เคารพเสียงประชาชน” แต่ในมือถือ “กฎหมายฟ้องปิดปาก”
ศุภชัยบอกว่า “อำนาจอยู่ที่ประชาชน ล็อกเกมไม่ได้” แต่ตบท้ายด้วยการ “ขู่ดำเนินคดี” ทั้งคนพูด คนแชร์ และสื่อที่ให้พื้นที่
-
มานุษยวิทยาวิพากษ์: นี่คือพฤติกรรมของ “มาเฟียในคราบนักประชาธิปไตย” * ถ้าคุณเชื่อว่าล็อกเกมไม่ได้และอำนาจอยู่ที่ประชาชนจริง คุณต้องยอมให้ “ความจริง” และ “ความเห็น” ทุกชุดปะทะกันอย่างเสรี ไม่ใช่ใช้กฎหมายเลือกตั้งมาเป็นเครื่องมือไล่บี้คนที่วิจารณ์ หรือสื่อที่ทำหน้าที่สะท้อนความกังวลของสังคม
3. วาทกรรม “ใส่ร้าย” vs “การคาดการณ์ทางรัฐศาสตร์”
การที่นักวิชาการประเมินว่ามีการ “ล็อกเกม” หรือ “ระบบอุปถัมภ์บ้านใหญ่” ยังทำงานอยู่ คือการวิเคราะห์ตามหลักการที่เห็นประจักษ์ในสังคมไทย
-
การตีความว่านี่คือ “การใส่ร้าย” คือการพยายาม “ผูกขาดความเป็นจริง” ให้เป็นไปตามที่พรรคต้องการ
-
ในทางมานุษยวิทยา การขู่สื่อคือการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งความกลัว” (Culture of Fear) เพื่อให้เหลือแต่เสียงที่อวยพรรคเท่านั้นในหน้าจอ

