คำโต้แย้งของนิด้า ที่อ้างว่า “ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะไม่ได้เขียนไว้ในระเบียบกฎหมาย” เป็นประเด็นที่น่ากังขาและขัดกับข้อเท็จจริงในทางบริหารราชการแผ่นดินอย่างมากครับ เพราะ มีเหตุผลหลายประการที่ชี้ให้เห็นว่าสถาบัน “สามารถ” และ “มีหน้าที่” ตรวจสอบได้ ดังนี้ครับ:
1. จรรยาบรรณวิชาชีพและข้อบังคับมหาวิทยาลัย ทุกมหาวิทยาลัย มี “ข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากร” * โดยปกติจะมีข้อความระบุว่าบุคลากรต้อง “รักษาชื่อเสียงของสถาบัน” และ “ไม่ประพฤติตนในทางที่นำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของความเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการ” การใช้ Hate Speech ลดทอนความเป็นมนุษย์ในที่สาธารณะ เข้าข่ายการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สถาบันโดยตรง ดังนั้นการอ้างว่าไม่มีระเบียบจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นครับ
2. มาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.บ. มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 บังคับใช้กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ทุกประเภท (ซึ่งรวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐด้วย):
มาตรา 5 กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้อง “ยึดมั่นในค่านิยมหลัก” เช่น การมีจิตสำนึกที่ดี การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม และการรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
การโพสต์เหยียดหยามอาชีพหรือชาติกำเนิดผู้อื่น ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งหน่วยงานสามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ทันที
3. ความรับผิดชอบทางมานุษยวิทยา (สถาบันผลิตปัญญาชน)
ในเชิงมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงที่ทำงาน แต่เป็น “สถาบันทางสังคม” ที่ทำหน้าที่ผลิตบรรทัดฐานทางปัญญา เมื่อสถาบันนิ่งเฉยต่อการเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เท่ากับสถาบันกำลัง “ให้การรับรอง” ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ การอ้าง “ระเบียบ” เพื่อปกป้องคนของตนเอง คือการทำให้ระบบราชการกลายเป็น “เกราะป้องกันมาเฟียทางปัญญา” ซึ่งทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันศึกษา

