การวิเคราะห์บริบทของประเทศไทย การที่งบประมาณถูกใช้ไปกับการจัดการหลังเกิดภัยพิบัติมากกว่าการป้องกันนั้น สะท้อนถึงแนวโน้มที่เห็นได้ชัดในหลายประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด รวมถึงประเทศไทยด้วย ต่อไปนี้คือความคิดเห็นและการวิเคราะห์ในประเด็นนี้:
เหตุผลที่ประเทศไทยเน้นงบประมาณหลังเกิดภัย
- ลักษณะของภัยพิบัติในไทย: ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติที่เกิดซ้ำบ่อย เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งมักเกิดกะทันหันและคาดเดาความรุนแรงได้ยาก การตอบสนองฉุกเฉิน (เช่น การแจกจ่ายอาหาร การอพยพ การฟื้นฟู) จึงกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญก่อน เพราะเห็นผลทันทีและตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนได้เร็ว
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณ: งบประมาณของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีจำกัด (ประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2566) เมื่อเทียบกับความต้องการทั้งการป้องกันและฟื้นฟู รัฐบาลจึงมักจัดสรรเงินไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าโครงการระยะยาว เช่น การสร้างเขื่อนหรือระบบเตือนภัย
- แรงกดดันทางการเมืองและสังคม: การช่วยเหลือหลังภัยพิบัติ เช่น การจ่ายเงินชดเชยหรือการฟื้นฟูชุมชน เป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นและสัมผัสได้ทันที ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้รัฐบาล ในขณะที่การป้องกันภัย (เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน) เป็นงานระยะยาวที่อาจไม่เห็นผลชัดเจนในทันที
- การขาดการวางแผนระยะยาว: การบริหารจัดการภัยพิบัติในไทยยังขาดการบูรณาการและวิสัยทัศน์ระยะยาว ทำให้งบประมาณมักถูกใช้แบบ “ดับไฟ” มากกว่านำไปสู่การป้องกันอย่างยั่งยืน
ข้อดีของการเน้นงบประมาณหลังเกิดภัย
- ตอบสนองทันท่วงที: ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันสถานการณ์ เช่น การแจกถุงยังชีพหรือซ่อมแซมบ้านเรือน
- สร้างความเชื่อมั่น: การที่รัฐบาลลงมือช่วยเหลือหลังภัยพิบัติช่วยสร้างความรู้สึกว่าประชาชนไม่ถูกทอดทิ้ง
ข้อเสีย
- ไม่ยั่งยืน: การเน้นแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุมากกว่าป้องกัน ทำให้ภัยพิบัติเดิมๆ เกิดซ้ำ เช่น น้ำท่วมประจำปีในหลายจังหวัดที่ยังไม่มีการแก้ไขระบบระบายน้ำอย่างถาวร
- ต้นทุนสูงในระยะยาว: การฟื้นฟูมักใช้เงินมากกว่าการป้องกัน เช่น มหาอุทกภัย 2554 ที่สร้างความเสียหายกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการลงทุนป้องกันก่อนอาจลดความเสียหายได้มาก
- สูญเสียโอกาสพัฒนา: งบประมาณที่ไหลไปสู่การฟื้นฟูมากเกินไปอาจทำให้ขาดเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือเทคโนโลยีป้องกันภัย
ความคิดเห็นส่วนตัว
ผมคิดว่าการที่ประเทศไทยใช้จ่ายงบประมาณไปกับการจัดการหลังเกิดภัยมากกว่าการป้องกันนั้น เป็นแนวทางที่ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” และไม่ยั่งยืนในระยะยาว แม้ว่าการช่วยเหลือฉุกเฉินจะจำเป็น แต่การลงทุนในมาตรการป้องกัน เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การจัดการทรัพยากรน้ำ หรือการสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม จะช่วยลดความเสียหายและค่าใช้จ่ายในอนาคตได้มากกว่า ตัวอย่างจากสหรัฐฯ ที่ FEMA ลงทุนในทั้งการป้องกันและฟื้นฟู แสดงให้เห็นว่าการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสามารถลดภาระงบประมาณหลังภัยพิบัติได้
ข้อเสนอแนะ
- ปรับสัดส่วนงบประมาณ: เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัย (เช่น เขื่อน ระบบระบายน้ำ) และเทคโนโลยี (เช่น ระบบพยากรณ์อากาศ) โดยอาจเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงภัยสูง
- การวางแผนระยะยาว: จัดทำแผนป้องกันภัยที่ชัดเจนและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เช่น ปภ. และ สทนช. เพื่อลดความซ้ำซ้อน
- เรียนรู้จากต่างประเทศ: นำโมเดลการบริหารจัดการแบบสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่นมาปรับใช้ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันล่วงหน้า
สรุปคือ การเน้นงบประมาณหลังภัยพิบัติอาจเหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หากมองในแง่ความคุ้มค่าและความยั่งยืน การป้องกันควรได้รับความสำคัญมากขึ้น เพื่อลดทั้งความสูญเสียและภาระงบประมาณในอนาคต