การเปรียบเทียบการบริหารจัดการสาธารณภัยของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยต้องพิจารณาจากโครงสร้างการบริหาร บทบาทของหน่วยงาน จุดเด่น จุดด้อย และคุณค่าการใช้งบประมาณ ซึ่งทั้งสองประเทศมีบริบทที่แตกต่างกันทั้งด้านภูมิศาสตร์ ขนาดประชากร ทรัพยากร และระบบการปกครอง ดังนี้:
1. การบริหารจัดการสาธารณภัยของสหรัฐอเมริกา
โครงสร้างและหน่วยงาน
- หน่วยงานหลัก: สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งสหพันธรัฐ (FEMA) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ (DHS) เป็นศูนย์กลางการประสานงาน ร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น CDC, EPA, และหน่วยพิทักษ์ชาติ (National Guard)
- ระบบ: ใช้กรอบการตอบสนองแห่งชาติ (National Response Framework – NRF) และระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System – ICS) เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานทุกระดับ
- ลักษณะเด่น: การกระจายอำนาจให้รัฐและท้องถิ่นรับผิดชอบเบื้องต้น โดยรัฐบาลกลางสนับสนุนเมื่อเกินขีดความสามารถ
จุดเด่น
- โครงสร้างชัดเจนและประสานงานดี: FEMA มีระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานและประสานงานได้ดีกับหน่วยงานระดับต่างๆ
- เทคโนโลยีและทรัพยากร: มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ดาวเทียม ระบบพยากรณ์) และงบประมาณจำนวนมาก
- การฝึกอบรมและเตรียมพร้อม: มีการฝึกซ้อมและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
จุดด้อย
- ความล่าช้าในบางกรณี: การตอบสนองอาจล่าช้าในภัยพิบัติใหญ่ เช่น พายุเฮอริเคนแคทรีนา (2005) เนื่องจากระบบราชการและการประสานงานที่ซับซ้อน
- ความเหลื่อมล้ำ: บางชุมชน โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยหรือพื้นที่ห่างไกล อาจได้รับความช่วยเหลือไม่เท่าเทียม
- ต้นทุนสูง: การบริหารจัดการต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณมหาศาล
คุณค่าการใช้งบประมาณ
- งบประมาณ: FEMA ได้รับงบประมาณราว 29.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินสำรองฉุกเฉิน
- คุณค่า: คุ้มค่าในแง่การลดความเสียหายระยะยาวและการฟื้นฟู แต่ถูกวิจารณ์ว่าบางครั้งใช้จ่ายซ้ำซ้อนหรือไม่ตรงจุด
2. การบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศไทย
โครงสร้างและหน่วยงาน
- หน่วยงานหลัก: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานท้องถิ่น
- ระบบ: ใช้ “แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” เป็นกรอบการทำงาน แต่การประสานงานมักขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก
- ลักษณะเด่น: เน้นการบริหารจากส่วนกลาง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำในระดับพื้นที่
จุดเด่น
- ความยืดหยุ่นในระดับท้องถิ่น: ชุมชนท้องถิ่นและอาสาสมัครมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองเบื้องต้น
- ต้นทุนต่ำ: ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างประหยัด โดยพึ่งพาการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ประสบการณ์น้ำท่วม: มีความชำนาญในการจัดการอุทกภัยจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น มหาอุทกภัย 2554
จุดด้อย
- การประสานงานขาดประสิทธิภาพ: การทำงานระหว่างหน่วยงานมักซ้ำซ้อนหรือขาดการบูรณาการ เช่น สทนช. และ ปภ. มีบทบาททับซ้อน
- เทคโนโลยีจำกัด: การพยากรณ์และเตือนภัยยังไม่แม่นยำเท่าสหรัฐฯ เนื่องจากขาดงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐาน
- การกระจายอำนาจไม่เพียงพอ: การตัดสินใจจากส่วนกลางอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการในท้องถิ่น
คุณค่าการใช้งบประมาณ
- งบประมาณ: ปภ. ได้รับงบประมาณประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปี (ข้อมูลล่าสุด 2566) ซึ่งน้อยกว่าสหรัฐฯ มาก
- คุณค่า: การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งสำหรับการตอบสนองฉุกเฉิน แต่ขาดการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างป้องกันภัย
3. การเปรียบเทียบ
ด้าน | สหรัฐอเมริกา | ประเทศไทย |
---|---|---|
โครงสร้าง | กระจายอำนาจ มี FEMA เป็นศูนย์กลาง | เน้นส่วนกลางผ่าน ปภ. และมหาดไทย |
เทคโนโลยี | ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง | ยังจำกัด เน้นแรงงานคนมากกว่า |
การประสานงาน | เป็นระบบ แต่ซับซ้อนในบางครั้ง | ขาดการบูรณาการ บางครั้งซ้ำซ้อน |
งบประมาณ | สูงมาก (ล้านล้านบาท/ปี) | ต่ำ (พันล้านบาท/ปี) |
การตอบสนอง | รวดเร็วในภาพรวม แต่ช้าในบางกรณี | รวดเร็วในระดับท้องถิ่น แต่ช้าในภาพรวม |
จุดเด่นเปรียบเทียบ
- สหรัฐฯ: มีความพร้อมด้านทรัพยากรและระบบที่เป็นมาตรฐานสากล เหมาะกับภัยพิบัติหลากหลาย
- ไทย: มีความยืดหยุ่นและพึ่งพาชุมชนได้ดี เหมาะกับบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด
จุดด้อยเปรียบเทียบ
- สหรัฐฯ: ระบบราชการและต้นทุนสูงอาจทำให้เกิดความล่าช้าและสิ้นเปลือง
- ไทย: ขาดการลงทุนระยะยาวและเทคโนโลยี ทำให้ป้องกันภัยได้ไม่เต็มที่
คุณค่าการใช้งบประมาณ
- สหรัฐฯ: คุ้มค่าในแง่การลดความเสียหายระยะยาวและการฟื้นฟู แต่บางครั้งสิ้นเปลืองเกินจำเป็น
- ไทย: คุ้มค่าในแง่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาวเนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ
4. ข้อเสนอแนะ
- สำหรับสหรัฐฯ: ลดความซับซ้อนของระบบราชการและเพิ่มการกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง
- สำหรับไทย: เพิ่มงบประมาณในเทคโนโลยีและโครงสร้างป้องกันภัย พร้อมพัฒนาการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
- การเรียนรู้ข้ามชาติ: ไทยสามารถนำระบบ ICS และ NRF ของสหรัฐฯ มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่สหรัฐฯ อาจเรียนรู้การพึ่งพาชุมชนจากไทยเพื่อลดต้นทุน