วิทยาการสาธารณภัย By ดร.วัฒกานต์ ลาภสาร

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ในจังหวัดสกลนคร เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มตำรวจทมิน ซึ่งมีนายตำรวจยศ พ.ต.ท. วางแผนลวงนายวิเชียร อายุ 32 ปี มาฆาตกรรม โดยจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพื่อเรียกร้องเงินประกันรวมมูลค่า 14 ล้านบาท

ระบบที่ขาดกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการตรวจสอบการตายจากอุบัติเหตุ การประกันภัยอุบัติเหตุเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

สภาพสังคมดังกล่าว ทำให้แก๊งตำรวจทมินตัดสินใจโดยชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ที่เป็นเงินประกัน 14 ล้านบาท กับต้นทุน ที่เป็นความเสี่ยงถูกจับได้และลงโทษ ว่าผลประโยชน์ที่ได้มีค่าสูงกว่าต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น

หรือรับรู้ว่า “โอกาสรอดพ้นจากการถูกลงโทษ” สูง อันเป็นผลมาจากความอ่อนแอของระบบยุติธรรมหรือการบังคับใช้กฎหมายในบริบทนั้น ซึ่งแก๊งตำรวจทมินคุกคีอยู่ทุกวัน และสามารถควบคุมกระบวนการสืบสวนได้ในระดับหนึ่ง หรือสามารถยิดเบือนกระบวนการยุติธรรมได้ในระดับหนึ่ง

 

กรณีที่ตำรวจจัดฉากฆาตกรรมเพื่อหวังฮุบเงินประกันสามารถวิพากษ์ได้ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) โดยพิจารณาผ่านเลนส์ของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ อำนาจ และโครงสร้างสถาบันที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและทฤษฎีตัวเลือกที่มีเหตุผล (Rational Choice Theory)
    ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ ผู้กระทำความผิด (ในที่นี้คือตำรวจและผู้ร่วมขบวนการ) อาจถูกมองว่าเป็น “ตัวแสดงที่มีเหตุผล” (Rational Actor) ซึ่งตัดสินใจโดยชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ (เงินประกัน 14 ล้านบาท) กับต้นทุน (ความเสี่ยงถูกจับได้และลงโทษ) การที่พวกเขาลงมือ แสดงว่าพวกเขาคาดการณ์ว่าผลประโยชน์ที่ได้มีค่าสูงกว่าต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น สิ่งนี้อาจสะท้อนถึงการรับรู้ว่า “โอกาสรอดพ้นจากการถูกลงโทษ” สูง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับความอ่อนแอของระบบยุติธรรมหรือการบังคับใช้กฎหมายในบริบทนั้น การมีตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการยิ่งเสริมความมั่นใจนี้ เพราะพวกเขาควบคุมกระบวนการสืบสวนได้ในระดับหนึ่ง
  2. การแสวงหาค่าเช่า (Rent-Seeking Behavior)
    ในแง่เศรษฐศาสตร์การเมือง การกระทำนี้เข้าข่าย “การแสวงหาค่าเช่า” ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลหรือกลุ่มใช้ทรัพยากรหรืออำนาจที่มีเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่สร้างคุณค่าใหม่ให้สังคม ในกรณีนี้ ตำรวจที่มีอำนาจในระบบยุติธรรมกลับใช้ตำแหน่งและความรู้ในระบบเพื่อจัดฉากฆาตกรรมและฉ้อฉลเงินประกัน แทนที่จะปกป้องประชาชนตามหน้าที่ การแสวงหาค่าเช่าแบบนี้มักเกิดในระบบที่มีการกำกับดูแลอ่อนแอหรือมีการคอร์รัปชันฝังรากลึก ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรของสังคม (เช่น เงินประกันที่ควรไปถึงผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง)
  3. ความล้มเหลวของสถาบัน (Institutional Failure)
    กรณีนี้เผยให้เห็นจุดอ่อนของสถาบันตำรวจและระบบยุติธรรม ซึ่งในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง สถาบันที่มีประสิทธิภาพควรออกแบบมาเพื่อลดพฤติกรรมฉ้อฉลและส่งเสริมความโปร่งใส แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายกลายเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเอง แสดงว่าระบบขาดกลไกควบคุมและถ่วงดุล (Checks and Balances) ที่เพียงพอ ความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันลดลง ซึ่งในระยะยาวอาจเพิ่ม “ต้นทุนทางสังคม” (Social Cost) เช่น ความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการที่ประชาชนเลี่ยงพึ่งพากฎหมายและหันไปใช้แนวทางนอกระบบแทน
  4. อำนาจและการผูกขาดข้อมูล (Power and Information Asymmetry)
    ตำรวจในฐานะผู้มีอำนาจและเข้าถึงข้อมูลภายใน (เช่น ขั้นตอนการสืบสวน การออกกรมธรรม์) มีความได้เปรียบเหนือประชาชนทั่วไปและบริษัทประกัน ความไม่สมดุลของข้อมูลนี้ถูกใช้เพื่อวางแผนอย่างแยบยล เช่น การซื้อกรมธรรม์ซ้ำซ้อนหลายฉบับและจัดฉากให้ดูเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งสะท้อนถึงการใช้อำนาจในทางที่ผิด (Abuse of Power) เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าระบบที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่โดยขาดการตรวจสอบ อาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
  5. ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในตลาดประกันภัย
    ในมุมกว้าง การฉ้อฉลประกันภัยเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดประกัน โดยบริษัทประกันอาจต้องเพิ่มเบี้ยประกันหรือเข้มงวดในการตรวจสอบเคลม ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้ผู้บริโภคที่สุจริต นอกจากนี้ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบบการเงินและการบังคับใช้สัญญา (Contract Enforcement) ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสมัยใหม่ หากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจนำไปสู่ “ความล้มเหลวของตลาด” (Market Failure) ที่ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อประกันเพราะกลัวการถูกเอาเปรียบ

สรุปในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง
กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรมส่วนบุคคล แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบที่ขาดการกำกับดูแลและจูงใจให้เกิดพฤติกรรมฉ้อฉล แรงจูงใจทางเศรษฐกิจผสมผสานกับอำนาจที่ไม่ถูกตรวจสอบ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวในลักษณะที่ทำลายความไว้วางใจของสังคม การแก้ไขต้องเริ่มจากการปฏิรูปสถาบันให้มีกลไกป้องกันและลงโทษที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงลดช่องว่างของข้อมูลและอำนาจระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ “ผู้พิทักษ์กฎหมาย” กลายเป็น “ผู้ละเมิดกฎหมาย” เสียเอง