ถนนพระราม 2 มีการก่อสร้างที่ยืดเยื้อและไม่เสร็จสิ้นมากกว่า 50 ปี ก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมสูงมหาศาล ทั้งในแง่ชีวิตผู้ใช้ถนน เช่น อุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุ ปีละประมาณ 400 ครั้ง หรือเฉลี่ยเกิดขึ้นทุกวัน
สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การค้าขายและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวจากปัญหาการจราจรติดขัด ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ กลายเป็นผู้รับภาระหลัก ขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และผู้รับเหมาได้ประโยชน์จากสัญญาก่อสร้างต่อเนื่อง สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากอยู่ในโครงสร้างการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ถนนพระราม 2 แสดงถึงความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการควบคุมมาตรฐานการก่อสร้าง ปัญหาดินอ่อนและสภาพภูมิศาสตร์ที่ท้าทายถูกใช้เป็นข้ออ้าง เมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็ยังหละหลวมต่อไป การแทรกแซงทางการเมืองหรือการทุจริตก็ยังดำเนินต่อไป เสียงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาความปลอดภัยและมลพิษจากการก่อสร้างมักถูกละเลย สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจที่เอียงไปทางกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าสาธารณะ
อีกทั้ง บริษัทที่ทำงานล่าช้ากลับได้สัญญาใหม่ซ้ำๆ ซึ่งอาจบ่งบอกว่าระบบดำเนินงานโครงการก่อสร้างภาครัฐไม่ได้ออกแบบมาเพื่อควบคุม ตรวจสอบ และลงโทษ แต่เพื่อ “เอื้อ” มากกว่า เรียกได้ว่าบนถนนพระราม 2 มีซาตานสิงสถิตเกาะกินงบประมาณของแผ่นดินยาวนาน ร่วม 50 ปี
ปัญหาการก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ในแง่เศรษฐศาสตร์การเมืองสามารถวิเคราะห์ได้ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างอำนาจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ดังนี้
- การจัดสรรงบประมาณและผลประโยชน์กลุ่ม: ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคใต้ มีปริมาณจราจรสูงและมีความจำเป็นต้องพัฒนาให้ทันสมัย อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างที่ล่าช้าและเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก เช่น คานสะพานถล่มหรือเครนล้ม ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่อาจไม่โปร่งใส หรือการมอบหมายงานให้ผู้รับเหมาที่ขาดประสิทธิภาพ สิ่งนี้สัมพันธ์กับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มองว่ารัฐมักถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ (interest groups) เช่น บริษัทก่อสร้างหรือนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การคอร์รัปชันหรือการเลือกผู้รับเหมาที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อผลตอบแทนส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ
- ต้นทุนทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ: การก่อสร้างที่ยืดเยื้อและไม่เสร็จสิ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้เส้นทาง ทั้งในแง่ความปลอดภัย (ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ) และต้นทุนเวลา/โอกาสทางเศรษฐกิจจากปัญหารถติด กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักเป็นผู้มีรายได้น้อยที่พึ่งพาการเดินทางสาธารณะหรือขับขี่เอง ขณะที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากสัญญาก่อสร้างอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากนโยบายสาธารณะที่ขาดการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
- ความล้มเหลวของกลไกกำกับดูแล: ในแง่เศรษฐศาสตร์การเมือง การที่โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้เผชิญปัญหาซ้ำซากโดยไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ชี้ถึงความอ่อนแอของกลไกกำกับดูแลของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบคุณภาพงาน การบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัย หรือการลงโทษผู้รับเหมาที่บกพร่อง (เช่น การใช้ “แบล็กลิสต์” ที่เพิ่งมีการพูดถึงในปี 2568) การขาดความรับผิดชอบ (accountability) นี้มักเกิดจากการที่หน่วยงานรัฐถูกแทรกแซงโดยอำนาจทางการเมืองหรือขาดอิสระในการทำงาน
- การพัฒนาที่ขาดสมดุล: ถนนพระราม 2 เป็นตัวอย่างของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (เช่น รองรับการขนส่งและการท่องเที่ยว) แต่ขาดการวางแผนที่รอบคอบในระยะยาว สภาพดินอ่อนในพื้นที่และความซับซ้อนของการก่อสร้างหลายโครงการพร้อมกันถูกมองข้าม ส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มทั้งด้านงบประมาณและชีวิตมนุษย์ เศรษฐศาสตร์การเมืองวิจารณ์ว่า การพัฒนาแบบนี้มักเกิดจากการตัดสินใจที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง มากกว่าการคำนึงถึงความยั่งยืน
สรุปแล้ว ปัญหาการก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการก่อสร้าง แต่เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ กลุ่มทุน และประชาชน ที่นำไปสู่การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ การกระจายผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม และความสูญเสียที่ตกอยู่กับสังคมในวงกว้าง การแก้ไขจำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงระบบ ทั้งในด้านความโปร่งใส การกำกับดูแล และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานตอบโจทย์ทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง
ปัญหาการก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ในแง่เศรษฐศาสตร์การเมืองสามารถวิเคราะห์ได้ผ่านมิติของการบริหารจัดการทรัพยากร อำนาจทางการเมือง และผลกระทบต่อสังคม-เศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน ดังนี้:
- การจัดสรรงบประมาณและผลประโยชน์ทับซ้อน
ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคใต้ มีปริมาณจราจรสูงและมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่การก่อสร้างที่ยืดเยื้อมากว่า 50 ปี และอุบัติเหตุซ้ำซาก เช่น คานสะพานถล่ม (ล่าสุดเมื่อ 15 มีนาคม 2568) ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่อาจไม่โปร่งใส ในแง่เศรษฐศาสตร์การเมือง การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้มักเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และบริษัทรับเหมา ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตหรือการเลือกผู้รับเหมาที่ขาดคุณภาพเพื่อผลตอบแทนส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ - ความล้มเหลวของการกำกับดูแลและความรับผิดชอบ
การเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เช่น โครงคานถล่มในโครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตก หรือเครนล้มในปี 2567 แสดงถึงความล้มเหลวของกลไกกำกับดูแลจากภาครัฐ ทั้งกรมทางหลวงและการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องนี้สะท้อนถึงอำนาจที่กระจุกตัวและขาดการถ่วงดุล ทำให้ผู้รับเหมาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่ต้นทุน (ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน) ถูกผลักไปสู่ประชาชนและคนงาน - ต้นทุนทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ
การก่อสร้างที่ล่าช้าและไม่ปลอดภัยส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ถนนและชุมชนโดยรอบ เช่น รถติดนานหลายชั่วโมง มลพิษจากฝุ่น และความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น ในแง่เศรษฐศาสตร์การเมือง ปัญหานี้ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีอำนาจตัดสินใจ (ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ) กับประชาชนทั่วไป (ที่รับผลกระทบ) โดยเฉพาะคนงานก่อสร้างที่มักมาจากกลุ่มแรงงานด้อยโอกาส ซึ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูงสุดแต่ได้รับการคุ้มครองน้อย - โครงสร้างระบบที่เอื้อต่อความไร้ประสิทธิภาพ
โครงการทางด่วนบนถนนพระราม 2 เช่น โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 หรือทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเทคนิค (เช่น ดินอ่อนในพื้นที่ชายฝั่ง) และการประสานงานที่ขาดประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงาน แต่แทนที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับมีการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมซ้ำๆ โดยไม่แก้ที่รากเหง้า ในมุมมองนี้ รัฐอาจใช้โครงการดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแสดงผลงานหรือกระจายทรัพยากรสู่กลุ่มพันธมิตร แทนที่จะมุ่งพัฒนาเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม - ทางออกที่ยังไม่ชัดเจน
แม้รัฐบาลจะตั้งเป้าว่าการก่อสร้างจะเสร็จสิ้นภายในปี 2568 และมีแนวคิดลงโทษผู้รับเหมา เช่น การขึ้นบัญชีดำ (blacklist) แต่การแก้ปัญหาในแง่เศรษฐศาสตร์การเมืองจำเป็นต้องไปไกลกว่านั้น เช่น การปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส การกระจายอำนาจตรวจสอบไปยังหน่วยงานอิสระ และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อลดการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์
สรุปคือ ปัญหาการก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรือความบกพร่องในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจและระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับประชาชนทั่วไปมากกว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับบนของระบบ