รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้แค่เป็นกรอบเขียนกฎหมาย แต่เขียนแนวทาง ‘สูตรสำเร็จ’ สำหรับระบบทุจริตไว้ด้วย สูตรนั้นประกอบด้วย:
- วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง – ทำให้อำนาจไม่ต้องตอบประชาชน
- องค์กรตรวจสอบในกำมืออำนาจเก่า – ทำให้การตรวจสอบเป็นเพียงพิธีกรรม
- การตัดสิทธิชุมชน – ทำให้โครงการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนเดินหน้าได้ง่าย
- วัฒนธรรมฟ้องปิดปาก – ทำให้สังคมไม่กล้าตรวจสอบ
เมื่อ 4 อย่างนี้รวมกัน ประเทศไทยกลายเป็น ‘ระบบนิเวศเอื้อโกง’ ที่การทุจริตเชิงนโยบายเติบโตได้อย่างอิสระ
1. วุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ข้อวิจารณ์คือ
- สมาชิกไม่ต้องตอบสนองต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงมี Accountability ต่ำกว่า ส.ส. นักวิชาการบางส่วนจึงมองว่า อำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีของวุฒิสภาชุดแรกหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Democratic Accountability Gap คือช่องว่างระหว่างอำนาจกับความรับผิดชอบ
2. องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบ
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีองค์กรอิสระ แต่อยู่ที่
- วิธีสรรหา
- ความเป็นอิสระจริง
- ความหลากหลายของผู้คัดเลือก
หากกระบวนการสรรหาถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจเดียว องค์กรตรวจสอบอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือ แม้จะมีอำนาจตามกฎหมายก็ตาม
3. การมีส่วนร่วมของชุมชน
รัฐธรรมนูญก่อนหน้า เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนค่อนข้างมาก เมื่อกลไกการมีส่วนร่วมลดลง โครงการขนาดใหญ่ย่อมเผชิญแรงต้านน้อยลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนก็อาจมองว่า ช่วยลดความล่าช้าของโครงการสาธารณะ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของการหาสมดุล ระหว่าง
- ประสิทธิภาพการตัดสินใจ
- การมีส่วนร่วมของประชาชน
4. วัฒนธรรมฟ้องปิดปาก (SLAPP)
ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก ในทางสังคมศาสตร์เรียกว่า Chilling Effect คือไม่ได้ต้องชนะคดี เพียงทำให้คนกลัวการวิจารณ์ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเกิด Chilling Effect ต้นทุนในการตรวจสอบอำนาจจะสูงขึ้น และข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตจะถูกเปิดเผยน้อยลง
