ทุกวันนี้ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานไปนานแล้ว หากเป็นเมืองนอก รัฐบาลจะประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ สั่งการเด็ดขาดบางเรื่อง เพื่อบรรเทาปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งงบประมาณและบุคคล แต่รัฐบาลคุณหนูบ่้านใหญ่ไม่กล้ากระทั่งประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ด้วยเหตุผลแสนตื้นเขินคือกลัวนักท่องเที่ยวหาย แต่ไม่ห่วงสุขภาพของประชาชนที่สูดดมทุกลมหายใจ ประชาชนทางเหนือแทบจะพึ่งอะไรรัฐบาลคุณหนูบ่้านใหญ่ไม่ได้เลย ต้องหาทางป้องกันตัวเองจากควันพิษทุกวัน ทุกวันนี้รัฐบาลคุณหนูบ่้านใหญ่ยังวิเคราะห์ปัญหามลพิษแบบไม่ซีเรียส มีความเชื่อว่าเป็นภาวะชั่วคราว รอให้ฝนตก ไม่มีมาตรการระยะสั้นหรือระยะยาวออกมาเลย เราไม่ได้ต้องการอากาศบริสุทธิ์สดชื่นอะไรมากมาย ขอเพียงอากาศดีพอจะไม่ทำให้เราป่วยตายระยะยาว และเราไม่อยากตายอย่างโง่ ๆ นะครับ รัฐบาลคุณหนูบ่้านใหญ่
เมื่อเราวิเคราะห์พฤติกรรมการเพิกเฉยและการตัดสินใจของ “รัฐบาลบ้านใหญ่” หรือโครงสร้างอำนาจส่วนกลางในปัจจุบัน เราจะเห็นความเชื่อมโยงกับแนวคิดนิเวศวิทยาอาณานิคมใน 3 มิติ ดังนี้
1. ลำดับชั้นความสำคัญของชีวิต (Hierarchies of Human Value)
หัวใจของระบอบอาณานิคมคือการแบ่งเกรดคุณค่าความเป็นมนุษย์ เจ้าอาณานิคมจะมองว่าชีวิตและผลประโยชน์ของคนในศูนย์กลางอำนาจ (Metropole) มีค่าสูงกว่าชีวิตของคนในดินแดนอาณานิคม (Periphery)
-
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน: เหตุผลที่รัฐบาลไม่ยอมประกาศพื้นที่ภัยพิบัติเพราะ “กลัวนักท่องเที่ยวหาย” คือการส่งสัญญาณเชิงโครงสร้างว่า รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของกลุ่มทุนและภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่วนกลางได้รับ มีความสำคัญมากกว่าปอดและชีวิตของประชาชนทางเหนือ
-
ชีวิตที่ถูกสังเวย: ประชาชนในพื้นที่กลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกบีบให้ต้องสูดสารพิษเพื่อประคองตัวเลขเศรษฐกิจให้ส่วนกลาง สภาวะที่ต้อง “พึ่งพาตัวเองซื้อเครื่องฟอกอากาศและหน้ากาก” คือการปล่อยให้พลเมืองเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดียวกับที่เจ้าอาณานิคมทำกับคนท้องถิ่นในอดีต
2. วาทกรรม “สภาวะชั่วคราวและภัยธรรมชาติ” (Naturalizing the Political Disaster)
ระบอบอาณานิคมมักใช้ความเชื่อหรือความรู้แบบเหมาเข่งเพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหาและปัดความรับผิดชอบ
-
การวิเคราะห์แบบไม่ซีเรียสและรอฝนตก: การที่รัฐมองว่าฝุ่นพิษเป็นเพียง “ภาวะชั่วคราว” หรือ “รอให้ฝนตกลงมาไล่” เป็นการพยายามเบี่ยงเบนปัญหาระดับโครงสร้าง (ที่เกิดจากเกษตรเชิงเดี่ยวและการผูกขาดห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มทุน) ให้กลายเป็นเรื่องของ “ลมฟ้าอากาศตามธรรมชาติ”
-
การปฏิเสธสมรรถนะของรัฐ: วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องออกมารับผิดชอบทางการเมือง ไม่ต้องสั่งการเด็ดขาดเพื่อขัดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นสปอนเซอร์ทางการเมืองของ “บ้านใหญ่” การรอฝนจึงเป็นข้ออ้างอันโอชะในการปกปิดความไร้สมรรถนะและปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนไปพร้อมกัน
3. การส่งออกมลพิษและการรวมศูนย์ผลประโยชน์ (Ecological Sacrifice Zone)
พื้นที่ภาคเหนือและลุ่มน้ำข้ามพรมแดนในปัจจุบัน กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “พื้นที่เสียสละทางนิเวศ” (Sacrifice Zone) ตามกลไกนิเวศวิทยาอาณานิคม
-
วงจรสูบกินและทิ้งขยะ: กลุ่มทุนผูกขาดข้ามชาติร่วมมือกับรัฐบาลในเครือข่ายอุปถัมภ์ ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน กำไรและผลผลิตทั้งหมดไหลกลับสู่บริษัทใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หรือส่งออกไปต่างประเทศ แต่ “ควันพิษ มลพิษทางอากาศ และค่ารักษาพยาบาลจากโรคระบบทางเดินหายใจ” ถูกทิ้งไว้ให้คนภาคเหนือแบกรับด้วยชีวิตของตนเองและลูกหลาน
