ส่องเศรษฐกิจไทยกัมพูชาผ่านเลนส์สิ่งแวดล้อมศึกษา
“ความต่างที่น่ากลัว” ของสองประเทศ
ถ้ากัมพูชาคือ “ฟองสบู่ที่กำลังแตกจากฐานล่าง” ประเทศไทยในสายตาโลกปี 2026 นี้ก็คือ “เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่สนิมเกรอะและน้ำมันกำลังจะหมด”
ประเทศไทย เพดานความมั่งคั่งที่ตันแล้ว ยอดภูเขาน้ำแข็งของไทย (กลุ่มทุนจารีต) มาถึงจุดที่ “หากินกับคนในบ้านจนอิ่มตัว” แล้วครับ
กำลังซื้อฐานรากถูกสูบจนแห้งขอดผ่านหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่สูงลิ่ว เมื่อชาวบ้านไม่มีเงินซื้อของ กำไรของเจ้าสัวในประเทศก็เริ่มนิ่ง
หลายกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของไทยที่เคยออกไปกว้านซื้อกิจการในยุโรปหรืออาเซียนในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับ “ภาวะขาดทุนสะสม” และการปรับโครงสร้างหนี้ในต่างแดน เพราะสู้กับต้นทุนพลังงานโลกและนวัตกรรมของชาติอื่นไม่ไหว
การ “ถ่ายเลือด” จนชาติซีด การส่งต่อความมั่งคั่งให้เครือข่ายจนชาติขาดเงิน คือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “ระบบทุนนิยมพวกพ้องที่ไร้สมรรถนะ” รัฐบาลใต้เงานทุนจารีตแทนที่จะเอาเงินงบประมาณ ไปสร้างนวัตกรรมให้ชาติมีรายได้ใหม่ รัฐบาลกลับเอาเงินไป “ถม” ในโครงการที่เอื้อเครือข่ายเดิม เช่น การอุดหนุนส่วนต่างราคาพลังงานที่ไหลกลับไปหาโรงกลั่น หรือโครงการก่อสร้างที่ไม่มี Multiplier Effect
เงินหมุนเวียนในระบบราชการและกลุ่มทุนพวกพ้องเติบโต แต่ “เงินคงคลัง” และ “พื้นที่ทางการคลัง” ของประเทศกลับหดตัวลงจนต้องขยายเพดานหนี้เป็น 75% อย่างที่เห็นครับ
