นาฏกรรมเชิงอำนาจที่ซ่อนความบกพร่องเชิงโครงสร้าง

การ Live ขายทุเรียนของศุภจี เป็น นาฏกรรมเชิงอำนาจที่ซ่อนความบกพร่องเชิงโครงสร้างไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ “ช่วยเกษตรกร” เลือกช่วย “สินค้าชนชั้น” ไม่ใช่ “เกษตรกรชายขอบ”
ทุเรียนไม่ใช่พืชของเกษตรกรยากจน มันเป็นพืชที่ต้องการทุนสูง มีตลาดส่งออกจีนที่แข็งแกร่ง และผู้ได้ประโยชน์หลักคือชนชั้นกลาง-ถึงชั้นบนในวงการเกษตร ขณะที่สินค้าราคาตกต่ำจริงๆ เช่น มะม่วง มันสำปะหลัง ข้าวโพด หรือพืชผักของเกษตรกรรายย่อยในภาคอีสานหรือภาคเหนือ ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มีทั้งมิติ ชนชั้น เพศ ชาติพันธุ์ ซ้อนทับกัน กลับไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาโปรโมท
นี่คือ การมองแบบแยกส่วน ให้แค่ตัวเองได้หน้า ให้หลิ่มได้ปลื้มอกปลื้มใจ โดยไม่ถามว่า “ใครอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและได้รับผลกระทบมากที่สุด?”

การทำภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ตลาดจะแก้ปัญหาเอง” เชื่อว่าการบริโภคที่ถูกทิศทางจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ว่าซ้านพี่น้อง ขอเอาหน้าเอาตาว่าทำงานก็พอ พะน่ะ
ในความเป็นจริง ราคาพืชผลตกต่ำมีสาเหตุจาก โครงสร้างอำนาจในห่วงโซ่อุปทาน พ่อค้าคนกลาง นโยบายการเกษตรที่เอื้อนายทุน ไม่ใช่ “ขาดช่องทางการตลาด” การปลูกทุเรียนเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่เองก็เป็นหนึ่งในตัวการ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่ “ใครแบกรับต้นทุนทางนิเวศ?”

คนปลูกทุเรียนรายย่อยและระบบนิเวศท้องถิ่นแบกรับ แต่ผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือผู้ส่งออกและผู้มีอำนาจ Live ขายทุเรียนจึงเป็นการ ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างกลายเป็นเรื่องส่วนตัว โยนภาระให้ผู้บริโภคช่วยแก้ แทนที่รัฐจะปฏิรูประบบ
อย่างว่าไม่มีปัญญาทำ พะน่ะ