“ตัวละครประดับฉาก” ในพิธีกรรมแก้แล้ง
บรรเจิดจรัสแสงมาก ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งตั้งอาสาสมัครภัยแล้งมีคุณค่าอะไรมากไหม?” คำตอบคือ ไม่มีคุณค่าเลยในการป้องกันภัยแล้ง เพราะโครงสร้างอำนาจรัฐ พวกเขาทำหน้าที่เชิงรุกหรือเชิงป้องกัน แต่จัดวางพวกเขาให้เป็นเพียง “ตัวละครประดับฉาก” ในพิธีกรรมแก้แล้ง เพื่อให้ภาพถ่ายในรายงานประจำปีของผู้ว่าฯ และปลัดมหาดไทยดูสมบูรณ์ว่า “ทำงานเป็นและช่วยคลายความกังวลชนชั้นสูงได้” พะน่ะ
การตั้งอาสาสมัครไป “เคาะประตูบ้านรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ” หรือตรวจตราการใช้น้ำ มีคุณค่าสูงมากสำหรับรัฐ แต่มันคือคุณค่าในการ รักษาเสถียรภาพของอำนาจรัฐ ไม่ใช่การแก้ปัญหาภัยแล้ง การส่งอาสาสมัครไปเคาะประตูบ้านเพื่อบอกให้ชาวบ้าน “ประหยัดน้ำ/ปิดก๊อกน้ำให้สนิท/รองน้ำฝนไว้ใช้” เป็นการสร้างมายาคติว่า ภัยแล้งเกิดขึ้นเพราะประชาชนใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย เป็นการเปลี่ยนปัญหาเชิงโครงสร้าง ให้กลายเป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนบุคคล ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความผิดไปจากรัฐและกลุ่มทุนอุตสาหกรรมที่สูบน้ำมหาศาล
การตั้งอาสาสมัครใหม่ในระบบการจัดการภัยพิบัติของไทย เป็น “การขยายอาณานิคมทางราชการ” เนื่องจากแรงจูงใจเบื้องหลังไม่ได้มุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยง แต่เป็นไปเพื่อเป้าหมายทางการเมืองและสถาบัน เป็นการสร้างภาพลักษณ์และ “แต้มต่อทางการเมือง” เพราะหากใช้สมาชิก อปพร. ใช้มิสเตอร์เตือนภัย ซึ่่งมีทุกหมู่บ้านทุกชุมชน มีกำลังเป็นล้านคน ไม่ได้แต้มต่อทางการเมือง” และไม่ดูน่าตื่นเต้น
. การประกาศตั้งกลุ่มใหม่ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงมีเวทีสำหรับ “แถลงข่าว” และ “ตัดริบบิ้น” เพื่อสร้างโปรไฟล์ส่วนตัว และสร้างภาพลักษณ์ว่าหน่วยงาน “ทำงานเชิงรุก” และมีความคิดสร้างสรรค์ต่อสายตาของชนชั้นนำ แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นเพียงการแตกหน่อภารกิจที่ซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพก็ตาม
อีกทั้ง เมื่อมีโครงสร้างอาสาสมัครกลุ่มใหม่ ย่อมตามมาด้วยงบประมาณในการฝึกอบรม งบประมาณการประชุม งบวัสดุอุปกรณ์ และงบประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดูดีในหน้ากระดาษเพื่อใช้เสนอขอ “เพิ่มงบประมาณ” ในปีถัดไป แทนที่จะเป็นการของบประมาณซ่อมบำรุงหรือค่าน้ำมันให้อาสาสมัครกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว
