วิพากษ์ลักษณะการทำงานที่มี”ความเกรงใจในอิทธิพล”ของกรมควบคุมมลพิษ
ในทางปฏิบัติ การจัดการมลพิษไม่ใช่แค่เรื่องของ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เท่านั้น แต่ผูกติดอยู่กับ “โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์” ในพื้นที่อย่างแยกไม่ออก ผู้ประกอบการร้อยละ 94 จึงคุ้นเคยกับธรรมเนียมการจ่ายเพื่อให้มลพิษจากการประกอบการเป็นไปตามกฏหมาย
และเมื่อเกิดปัญหา สังคมไม่ทนกับมลพิษที่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะโยกโย้ให้ผู้ประกอบการจัดการแก้ไข เพื่อที่เมื่อเวลาเข้าไปตรวจสอบด้วยกระบวนการทาง”วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”สารพิษจะน้อยลงหรือหายไป
ในเกรณี “ห้วยตะเข้” และ “อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว” ที่นำ้เสียดำมืดกลี่นเหม็น เป็นแหล่งน้ำที่มีขนาดเล็กและมีขอบเขตของลุ่มน้ำ ที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับแม่น้ำสายใหญ่ แหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่มีไม่กี่แห่ง ที่มีศักยภาพในการปล่อยน้ำเสียปริมาณมากจนส่งกลิ่นเหม็นในพื้นที่ระดับตำบล/อำเภอ แต่ปรสิตในระบบราชการก็จะมีวิธีโยกโย้โดยยืดเวลาตรวจสถานประกอบการโดยตรวจสภาพน้ำในห้วยตะเข้ ในอ่างเก็บน้ำคลองเพรียว เพื่อยึดเวลาให้ผู้ประกอบการแก้ไข ออกมาโวผ่านสื่อว่ากำลังเร่งหาต้นตอ เรายังไม่รู้ต้นตอด้ยสายตาวิงวอนเจ้านายให้รีบแก้ไข
บางทียืดไปยืดมา สัคมก็ให้ความสนใจน้อยลง เรื่องเงียบหายไป
การที่หน่วยงานรัฐอ้างว่า “ยังไม่รู้ว่ามาจากไหน” ในพื้นที่แคบๆ จึงสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับสังคมและผู้รับรู้ข้อมูลได้ง่าย ว่าเป็นเรื่องของ “ความไม่รู้จริงๆ” หรือ “ความเกรงใจในอิทธิพล” กันแน่
เทคโนโลยีปัจจุบัน: กรมควบคุมมลพิษ มีเครื่องมือในการตรวจวัดค่าทางเคมีและชีวภาพ (เช่น ค่านำไฟฟ้า, โลหะหนัก, หรือค่า BOD/COD) ซึ่งสามารถทำ ลายนิ้วมือของน้ำเสีย เพื่อไล่ตรวจย้อนกลับ ไปหาประเภทของกิจกรรมหรือโรงงานต้นตอได้ไม่ยากในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร ภายในไม่กี่ชั่วโมง
การประกาศ “ปูพรมค้นหา” เป็นการซื้อเวลาเพื่อลดกระแสสังคม หรือเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้ผู้ประกอบการที่มีอิทธิพลรีบจัดการหลักฐานภายในพื้นที่ของตนเองก่อนที่ชุดตรวจจะเข้าถึง
“การไม่รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ได้ง่าย” ของหน่วยงานรัฐ มักสัมพันธ์กับอำนาจทางเศรษฐกิจของผู้ก่อมลพิษเสมอ
เจ้าหน้าที่รัฐ หนูไม่รู้ หนูไม่รู้ แต่ประชาชนในพื้นที่เกือบทุกคนทำไมรู้กันหมด
