ทิศทางของ “กลไกตลาดที่แท้จริง” เทียบกับ “การแทรกแซงของรัฐ”

ซุปเปอร์จีไม่กล้าสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสู้กับทุนใหญ่: ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อของกลุ่มทุนใหญ่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 35-45 บาท หากรัฐอุดหนุนให้ร้านข้าวแกงรายย่อยในชุมชนสามารถขายได้ในราคา 20 บาท จะเป็นการ “สร้างแรงจูงใจที่รุนแรง” ให้ผู้บริโภคหันมาซื้อของจากร้านค้ารายย่อยในชุมชนแทน เป็นการดึงเม็ดเงินไม่ให้ไหลเข้าสู่โมเดิร์นเทรดของกลุ่มทุนใหญ่ และกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง    นโยบายของซุปเปอร์จี คือการ “ทำน้อยแต่เอาหน้ามาก” (ให้ขายราคาปกติที่เขาขายได้อยู่แล้ว แล้วเคลมเป็นผลงาน) ปัญหาที่แท้จริงของร้านค้าปลีกและร้านอาหารรายย่อยในไทย คือโครงสร้างต้นทุนที่ถูกผูกขาดจากกลุ่มทุนใหญ่ (เช่น ค่าวัตถุดิบ ปุ๋ย อาหารสัตว์ เนื้อสัตว์) และค่าพลังงานที่สูง การให้เงิน 3,000 บาท แก่ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 1 แสนร้าน ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนอำนาจการต่อรองของร้านค้าในการซื้อวัตถุดิบเลย  สุดท้าย เงิน 3,000 บาทนี้ก็จะถูกร้านค้านำไปซื้อวัตถุดิบจากกลุ่มทุนใหญ่อยู่ดี เม็ดเงินจึงไหลกลับสู่ทุนส่วนบนอย่างรวดเร็ว

นโยบายของรัฐในปัจจุบันคือการ “ทำน้อยแต่เอาหน้ามาก” ให้ขายราคาปกติที่เขาขายได้อยู่แล้ว แล้วเคลมเป็นผลงาน  “การใช้กลไกอนุมัติงบประมาณอย่างมีรังสีและทิศทาง” หากรัฐจะควักเงินภาษีมาช่วย ควรขยับราคาลงมาให้ถึงจุดที่ช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนได้จริง และอุดหนุนตรงไปที่ยอดขายของรายย่อย เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินอุดหนุนให้กลายมาเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถต่อสู้กับโครงสร้างทุนผูกขาดได้

ทิศทางของ “กลไกตลาดที่แท้จริง” เทียบกับ “การแทรกแซงของรัฐ”

1. ทำไมปกติเขาถึงพอขาย 40 บาทได้อยู่แล้ว? (กลไกตลาดปลายน้ำ)

ในความเป็นจริง ร้านค้าในชุมชน ตลาดสด หรือร้านริมทางในหลายพื้นที่ (โดยเฉพาะในต่างจังหวัดหรือแหล่งชุมชนที่ไม่ใช่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง) ก็มีการแข่งขันกันตามกลไกตลาดเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว:

  • การปรับตัวของรายย่อย: แม่ค้าพ่อค้ามีวิธีบริหารจัดการต้นทุนของตัวเอง เช่น การลดปริมาณลงเล็กน้อย การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น หรือยอมลดกำไรต่อจานลงเพื่อเน้นขายปริมาณมาก (Economy of Scale ในระดับชุมชน)

  • ราคา 40 บาทคือราคาฐานรากปกติ: สำหรับหลายๆ พื้นที่ ราคานี้คือราคาที่กลไกตลาดหาจุดสมดุล (Equilibrium) ระหว่างกำลังซื้อของคนในพื้นที่กับต้นทุนที่แม่ค้ารับไหวอยู่แล้ว การที่รัฐชูนโยบาย “ข้าวแกง 40 บาท” จึงเหมือนแค่การไป “ชุบมือเปิบ” หรือหยิบเอาสิ่งที่กลไกตลาดเขาทำได้อยู่แล้วมาเคลมเป็นผลงานเชิงภาพลักษณ์ (Visual Politics) โดยที่รัฐไม่ได้ลงแรงหรือแก้ปัญหาต้นทุนให้เขาเลย

2. ทำไม “ขาย 20 บาทแล้วรัฐอุดหนุน” ถึงสมเหตุสมผลและสร้างแรงกระเพื่อมได้จริง?

หากรัฐต้องการจะ “แทรกแซงตลาด” เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แนวคิดการให้ขาย 20 บาทแล้วรัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง (อุดหนุน) เป็นแนวคิดที่มีพลังมากกว่าในเชิงนโยบายสาธารณะ:

  • เกิด “ช็อกราคา” ที่ช่วยดึงกำลังซื้อกลับมา (Price Shock & Welfare Gain): การลดราคาลงมาเหลือ 20 บาท เป็นตัวเลขที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและจับต้องได้จริงสำหรับผู้มีรายได้น้อย เงิน 20 บาทที่ประหยัดได้ต่อมื้อ จะกลายเป็นเงินเหลือในกระเป๋าของประชาชนทันที ซึ่งพวกเขาสามารถนำไปใช้จ่ายซื้อของจำเป็นอื่นๆ ในชุมชน เกิดการหมุนเวียนของเงินในระดับฐานรากหลายต่อ (Economic Multiplier)

  • เป็นการอุดหนุนที่ “ตรงเป้าหมาย” (Targeted Subsidies): แทนที่จะแจกเงินก้อน 3,000 บาทแบบหว่านแห ซึ่งไม่รู้ว่าร้านค้าจะนำไปใช้ทำอะไรหรือเงินจะไหลไปไหน การอุดหนุนส่วนต่างต่อจาน (เช่น ร้านขาย 20 บาท รัฐอุดหนุนให้อีก 20 บาทรวมเป็น 40 บาท) จะเป็นการ “จ่ายเงินตามจริงตามยอดขาย” ยิ่งร้านไหนขายดี มีคนกินเยอะ ก็ยิ่งได้เงินอุดหนุนมาก เม็ดเงินของรัฐจะวิ่งตรงไปสู่ร้านค้าที่มีประสิทธิภาพและให้บริการประชาชนได้จริง

  • สร้างแต้มต่อให้รายย่อยสู้กับทุนใหญ่ได้: ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อของกลุ่มทุนใหญ่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 35-45 บาท หากรัฐอุดหนุนให้ร้านข้าวแกงรายย่อยในชุมชนสามารถขายได้ในราคา 20 บาท จะเป็นการ “สร้างแรงจูงใจที่รุนแรง” ให้ผู้บริโภคหันมาซื้อของจากร้านค้ารายย่อยในชุมชนแทน เป็นการดึงเม็ดเงินไม่ให้ไหลเข้าสู่โมเดิร์นเทรดของกลุ่มทุนใหญ่ และกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง