สองมาตรฐานของดุลพินิจ: จากคดียุบพรรคไทยรักไทยถึงคดีฮั้วเลือก ส.ว.

สองมาตรฐานของดุลพินิจ: จากคดียุบพรรคไทยรักไทยถึงคดีฮั้วเลือก ส.ว.

บทนำ: คำถามที่ระบบกฎหมายไทยไม่อยากตอบ

เมื่อวางคดียุบพรรคไทยรักไทยปี 2550 ไว้ข้างคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ความแตกต่างของ “ข้อเท็จจริง” แต่เป็นความแตกต่างของ “ตรรกะการให้เหตุผลทางกฎหมาย” ที่องค์กรตุลาการและกระบวนการยุติธรรมเลือกใช้ในการอ่านพฤติการณ์ที่มีลักษณะร่วมกันอย่างมาก นั่นคือ การกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่เครือข่ายทางการเมืองผ่านกลไกที่ดูเหมือนถูกต้องตามรูปแบบ

คำถามที่บทความนี้พยายามตอบคือ เหตุใดตรรกะทางกฎหมายชุดหนึ่งจึงสามารถขยายจาก “การกระทำที่ปรากฏ” ไปสู่ “เจตนาเชิงมโนทัศน์” (conceptual intent) ได้อย่างเสรีในปี 2550 ขณะที่ในปี 2568-2569 ตรรกะเดียวกันกลับถูกหดกลับให้แคบลงเหลือเพียงการพิสูจน์พฤติการณ์รายบุคคลที่ต้องอาศัยหลักฐานประจักษ์อย่างเข้มงวด ทั้งที่ทั้งสองคดีล้วนเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเครือข่ายทุน-อำนาจที่ใช้กลไกการเลือกตั้ง/การได้มาซึ่งตำแหน่งเป็นเครื่องมือผูกขาดอำนาจในลักษณะเดียวกัน

คดียุบพรรคไทยรักไทย 2550: ตรรกะแห่งการขยายเจตนา

คดียุบพรรคไทยรักไทยเกิดจากกรณีพรรคเล็กถูกกล่าวหาว่าได้รับการว่าจ้างให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ ให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบไม่มีคู่แข่งในบางเขต ตุลาการรัฐธรรมนูญ (ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะภายหลังรัฐประหาร 2549) วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็น “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมีคำสั่งยุบพรรค พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรครวม 111 คน เป็นเวลา 5 ปี

จุดที่น่าสนใจในเชิงนิติวิธีคือ ศาลไม่ได้จำกัดการวินิจฉัยไว้เพียงการกระทำที่ปรากฏเป็นรูปธรรม (การจ้างพรรคเล็กลงสมัคร) แต่ขยายไปสู่การตีความ “เจตนา” ในระดับมโนทัศน์ กล่าวคือ มองว่าการกระทำที่เป็นเพียง “พิธีกรรมทางกฎหมาย” (แจ้งจดทะเบียน ยื่นใบสมัครถูกต้องตามแบบฟอร์ม) คือเครื่องมือที่ซ่อนเจตนาทำลายหลักการแข่งขันของระบอบประชาธิปไตยไว้ภายใน การให้เหตุผลเช่นนี้ทำให้ภาระการพิสูจน์เบาลงอย่างมาก เพราะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในเชิงประจักษ์ทั้งหมด เพียงแต่ชี้ให้เห็น “รูปแบบของพฤติการณ์” ที่ผูกโยงกับ “หลักการใหญ่” (ภัยต่อระบอบการปกครอง) ก็เพียงพอต่อการลงโทษที่มีผลสะเทือนกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คดีฮั้วเลือก ส.ว. 2567-2569: ตรรกะแห่งการหดเจตนา

กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 มีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก คือมีข้อกล่าวหาว่ากลุ่มผู้สมัครจำนวนมากรวมตัวกันโดยมีการจัดตั้ง แบ่งกลุ่ม และโหวตให้กันเป็นระบบ เพื่อให้เครือข่ายทางการเมืองกลุ่มหนึ่งได้ที่นั่งในวุฒิสภาอย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งหากมองในเชิงหน้าที่ (functional equivalence) ก็คือกลไกแบบเดียวกับที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย” ในปี 2550 นั่นคือการใช้กลไกที่มีรูปแบบถูกต้องตามกฎหมาย (การลงสมัคร การลงคะแนนเสียง) เป็นเปลือกห่อหุ้มการผูกขาดอำนาจที่แท้จริง

แต่กระบวนการยุติธรรมกลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับปี 2550 ในหลายมิติ:

หนึ่ง แม้จะมีคำร้องกว่า 500 คำร้อง และมีการสอบปากคำพยานกว่า 700 คน แต่กระบวนการทั้งหมดใช้เวลากว่า 2 ปีโดยยังไม่มีข้อสรุปที่มีผลผูกพันชัดเจน คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 มีมติเสนอเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง 229 คนในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่ต่อมาปลายปี 2568 กลับมีมติให้อัยการสั่งฟ้องเพียง 8 คนเท่านั้น และเมื่ออัยการส่งสำนวนกลับมาในต้นปี 2569 เพื่อให้ขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม มีข้อมูลว่า DSI กำลังชะลอการดำเนินการเพื่อรอดูมติของ กกต.

สอง มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดใหม่ (ชุดที่ 36) ซึ่งมีมติ “ขัดแย้ง” กับคณะไต่สวนชุดเดิม โดยเห็นว่ากลุ่ม 229 คนที่เคยถูกเสนอเอาผิดนั้นไม่มีผู้ใดกระทำผิดเลย ความขัดแย้งภายในกลไกตรวจสอบเองเช่นนี้สะท้อนว่าการวินิจฉัย “เจตนา” ในคดีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นภาพรวมเชิงโครงสร้างเหมือนคดีปี 2550 แต่ถูกกระจายแยกย่อยเป็นการพิจารณารายบุคคล ซึ่งเปิดช่องให้แต่ละกรณีสามารถอ้าง “ไม่มีเจตนา” หรือ “ไม่มีหลักฐานเพียงพอ” ได้อย่างอิสระจากกัน

สาม แม้แต่ความพยายามเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีดำเนินคดีล่าช้า ก็ยังจบลงด้วยประเด็นเชิงกระบวนการ (ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง) มากกว่าการวินิจฉัยเนื้อหา ซึ่งตอกย้ำว่ากลไกตรวจสอบมีแนวโน้มเลือกใช้เหตุผลเชิงเทคนิคเพื่อหลีกเลี่ยงการชี้ขาดในประเด็นเชิงโครงสร้าง

กล่าวโดยสรุป ตรรกะที่ใช้ในคดีฮั้ว ส.ว. คือการจำกัดขอบเขตการพิจารณาให้เหลือเพียง “ตัวบุคคล” และ “การกระทำที่ต้องพิสูจน์ได้อย่างเข้มงวดเป็นรายกรณี” อันตรงข้ามกับตรรกะปี 2550 ที่ยอมให้ “รูปแบบของพฤติการณ์” เชื่อมโยงไปสู่ “เจตนาเชิงโครงสร้าง” ได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ทีละคน

อ่านผ่านกรอบทฤษฎี: ดุลพินิจในฐานะเทคโนโลยีอำนาจ

หากมองผ่านแนวคิด Foucauldian governmentality ดุลพินิจทางกฎหมายไม่ใช่เพียงเครื่องมือกลางที่เป็นกลางในการค้นหาความจริง แต่เป็น “เทคโนโลยีของอำนาจ” ที่กำหนดว่าอะไรควรถูกทำให้ “มองเห็นได้” (visible) ในฐานะความผิด และอะไรควรถูกปล่อยให้ “มองไม่เห็น” ผ่านการทำให้เป็นเรื่องเทคนิคหรือเรื่องปัจเจก

กรอบ Visibility Politics ที่แยกความชอบธรรมแบบข้อเท็จจริงสวนทาง (counterfactual legitimacy) ออกจากความชอบธรรมแบบถ่ายภาพได้ (photographable legitimacy) ช่วยอธิบายความแตกต่างนี้ได้ดี ในปี 2550 อำนาจตุลาการหลังรัฐประหารต้องการผลลัพธ์ที่ “มองเห็นได้ชัด” คือการยุบพรรคใหญ่ที่สุดของประเทศ จึงเลือกใช้ตรรกะเจตนาเชิงมโนทัศน์ที่ให้ผลลัพธ์รุนแรงและรวดเร็ว ส่วนในคดีฮั้ว ส.ว. ปัจจุบัน ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากคือเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับโครงสร้างอำนาจที่กำลังดำรงอยู่ในปัจจุบัน การทำให้ “เจตนาเชิงโครงสร้าง” มองเห็นได้จะเท่ากับทำลายความชอบธรรมของสถาบันที่เพิ่งได้อำนาจมา กลไกตรวจสอบจึงเลือกที่จะรักษาความไม่ชัดเจน (opacity) ผ่านการแบ่งแยกประเด็นเป็นรายบุคคล การชะลอกระบวนการ และการอ้างเหตุผลเชิงเทคนิค

ในเชิง Bourdieu นี่คือการทำงานของ “ทุนทางกฎหมาย” (juridical capital) ที่ผูกติดกับตำแหน่งแห่งที่ในสนามอำนาจ ผู้กระทำที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจรัฐในช่วงเวลาหนึ่งย่อมมีความสามารถในการกำหนดกรอบการตีความกฎหมายที่ใช้กับตนเองได้มากกว่า ไม่ใช่เพราะกฎหมายเปลี่ยน แต่เพราะผู้ตีความกฎหมายอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

และหากอ่านผ่านแนวคิด burden relocation without burden reduction ที่ผู้เขียนได้พัฒนาไว้ ปรากฏการณ์นี้คือรูปแบบหนึ่งของการเคลื่อนย้ายภาระ กล่าวคือ ภาระในการพิสูจน์ความผิดเชิงโครงสร้างถูกเคลื่อนย้ายจากระดับ “ระบบ/เครือข่าย” ลงมาสู่ระดับ “ปัจเจกบุคคล” ทีละราย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเท่ากับลดทอนความเป็นไปได้ที่จะเอาผิดโครงสร้างทั้งหมดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ภาระที่แท้จริงของสังคม (ความเสียหายต่อความชอบธรรมของสถาบันผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) จะไม่ได้ลดลงเลยก็ตาม

บทสรุป: ย้อนแย้งที่ไม่ใช่ความบังเอิญ

ความย้อนแย้งระหว่างสองคดีนี้ไม่ควรถูกอ่านเป็นเพียงความไม่สม่ำเสมอของบุคคลผู้พิพากษาหรือผู้สอบสวนแต่ละคน แต่ควรถูกอ่านเป็นรูปแบบซ้ำ (pattern) ของระบบกฎหมายไทยที่ดุลพินิจทางกฎหมายทำหน้าที่เป็นกลไกยืดหยุ่นที่ปรับความเข้มงวด-หย่อนยานของมาตรฐานการพิสูจน์ตามตำแหน่งแห่งที่ของผู้ถูกกล่าวหาในสนามอำนาจ มากกว่าจะเป็นมาตรฐานที่คงที่ตายตัวตามหลักนิติรัฐ

คำถามที่ยังค้างอยู่และสมควรเป็นหัวข้อสำหรับการศึกษาต่อคือ กลไกสถาบัน (ตุลาการรัฐธรรมนูญเทียบกับ กกต.-DSI-อัยการ) และบริบททางการเมืองแวดล้อม (หลังรัฐประหารเทียบกับช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลปกติ) มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดในการอธิบายความแตกต่างนี้ เมื่อเทียบกับปัจจัยเรื่องตำแหน่งแห่งที่ทางอำนาจของผู้ถูกกล่าวหาเอง


หมายเหตุอ้างอิงข้อเท็จจริงคดีฮั้ว ส.ว.: ข่าวจาก Thai PBS, The Standard, และ Policy Watch (Thai PBS) ณ เดือนกรกฎาคม 2569