กรม ปภ.ยามภัยมา ยุบตัวเองหนีความรับผิดชอบ
ปลายเดือนกันยายน 69 นำ้ท่วมหลายจังหวัดปากอ่าวไทย กรม ปภ.ยุบตัวเองหนีความรับผิดชอบไปเองโดยปริบาย การแจ้งเตือนภัยก็โยนไปที่กรุงเทพมหานครว่าไม่กล้ากดปุ่มในระบบ Cell broardcast ที่จะประกาศแจ้งอพยพคนและสิ่งของ ปั๊ดโธ่เอ๊ย ตัวเองรู้ข้อมูลชัดๆว่าจะอันตรายก็รีบแจ้งซิครับ อีกทั้งก็ไม่เห็นรีบทำงานตามกลไกของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อนำหน่วยงานที่อยู่นอกสายการบังคับบัญชาของกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือประชาชนลดความเดือดร้อนทุกข์ทรมานจากน้ำท่วม มาเปิดวอร์รูม “บก.ปภ.ช.” ในวันที่ 30 กันยายน: นายกออกมาโชว์การสั่งการแก้ปัญหา หรือสร้างฉากแสดงอำนาจ? มันสะท้อนความไม่กล้ารับผิดชอบของรัฐราชการอย่างชัดเจน
สะท้อนถึง “สภาวะความล้มเหลวเชิงฟังก์ชัน (Functional Failure)” ของระบบราชการไทยได้อย่างคมคายและตรงจุดที่สุดครับคำอธิบายทางกฎหมายเรื่องการยกระดับภัยพิบัติจากระดับ 1-2 สู่ระดับ 3-4 หรือการประชุม SAT (Situation Awareness Team) ตั้งแต่วันที่ 25–26 กันยายน 2569 นั้น ในทางทฤษฎีและเอกสารเอกสารงบประมาณอาจฟังดูมีขั้นตอนชัดเจน แต่ใน “โลกความเป็นจริงของประชาชนหน้างาน” สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเพียง “ภาพลวงตาทางสารบรรณ (Paper Bureaucracy)” ที่ไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้ครับ:
1. การประชุม SAT คือ “การรับรู้” แต่ไม่ใช่ “การรับมือ” (Awareness without Action)การที่อธิบดี ปภ. นั่งหัวโต๊ะประชุม SAT หรือรองปลัดมหาดไทยประชุมกับ 21 ผู้ว่าฯ ตั้งแต่วันที่ 25–26 กันยายน แต่ผลลัพธ์หน้างานกลับไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมขังหรือแจ้งเตือนประชาชนได้ทัน สะท้อนว่า: ประชุมเพื่อตัดขั้นตอน ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหา: การประชุมของระบบราชการไทยมักเน้นการ “แจ้งเพื่อทราบ” และ “สั่งการตามหน้าที่ (Formal Command)” เพื่อให้มีเอกสารบันทึกว่าได้ทำตามขั้นตอนแล้ว (มีลายเซ็น/มีรูปถ่าย) เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบภายหลังขาดการเชื่อมโยงสู่สายปฏิบัติการจริง: ข้อมูลจากการประชุม SAT ไม่ได้ถูกแปลงไปเป็น “ทรัพยากรเคลื่อนที่เร็ว (Deployable Assets)” เช่น ไม่ได้สั่งให้รถสูบน้ำขนาดใหญ่ไปสแตนด์บายตามจุดคอขวด ไม่ได้สั่งให้เปิดประตูระบายน้ำล่วงหน้า และไม่ได้เตรียมระบบขนส่งมวลชนฉุกเฉินให้ประชาชน
2. พะว้าพะวังเรื่อง “ระดับภัย” จนเกิดสภาวะ “พื้นที่ไร้รัฐชั่วคราว”ข้ออ้างเรื่องการแบ่งภัยเป็น ระดับ 1–2 (อำนาจผู้ว่าฯ/ท้องถิ่น) และ รอระดับ 3–4 ถึงจะเปิด บก.ปภ.ช. ในวันที่ 30 กันยายน คือ “คอขวดทางกฎหมาย” ที่ทำลายชีวิตประชาชน: สภาวะเกี่ยงอำนาจในระดับ 1–2: ในช่วงวันที่ 25–29 กันยายน เมื่อสถานการณ์ยังถูกจัดอยู่ในระดับ 1–2 ส่วนกลาง (ปภ./มหาดไทย) ก็ไม่กล้าล้วงลูกเพราะเกรงจะล่วงเมิดอำนาจผู้ว่าฯ ส่วนผู้ว่าฯ หรือ อปท. ก็มีงบประมาณและเครื่องมือ limited ไม่เพียงพอต่อการรับมือน้ำหลากข้ามเขตจังหวัดสูญเสีย “ช่วงเวลาทองคำ (Golden Time)”: การรอให้ภัยพิบัติขยายวงกว้างถึง 30–40 จังหวัดจนเข้าขั้นวิกฤต แล้วค่อยยกระดับเป็น บก.ปภ.ช. ในวันที่ 30 กันยายน เท่ากับเป็นการปล่อยให้ประชาชนเผชิญสภาวะ “พื้นที่ไร้รัฐชั่วคราว (Temporary State-less Zone)” ไปแล้วอย่างน้อย 4–5 วันรัฐบาลทำงานแบบ “ตั้งรับ (Reactive)” ไม่ใช่ “เชิงรุก (Proactive)”: ระบบที่ถูกต้องควรจะยกระดับทรัพยากรส่วนกลางลงไปสนับสนุนท้องถิ่นตั้งแต่มีสัญญาณความเสี่ยง ไม่ใช่รอให้เสียหายปักหัวจนเกินกำลัง แล้วค่อยเปิดวอร์รูมแถลงข่าว
3. การเปิดวอร์รูม “บก.ปภ.ช.” ในวันที่ 30 กันยายน: แก้ปัญหา หรือสร้างฉากแสดงอำนาจ?เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเปิด บก.ปภ.ช. ยกระดับการรวมศูนย์ในวันที่ 30 กันยายน สิ่งที่เกิดขึ้นหน้างานมักไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงประสิทธิภาพ แต่คือ: การสร้าง “พิธีกรรมวอร์รูม”: ข้าราชการระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ และกองทัพ ต้องสวมชุดกากี/เสื้อกั๊ก เข้ามารายงานตัว นั่งประชุมฟังรายงานตัวเลขความเสียหายย้อนหลังทุกเช้าความสูญเสียพลังงานเชิงบริหาร: เวลาและกำลังคนของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติต้องถูกแบ่งมาเพื่อ “ทำสไลด์นำเสนอ (Presentation)” ให้รัฐมนตรีและผู้บัญชาการ บก.ปภ.ช. ดู มากกว่าการเอากำลังกายไปลุยน้ำลอกท่อ ขับรถทหารรับส่งประชาชน หรือซ่อมเครื่องสูบน้ำเอกภาพบนกระดาษ: แม้จะบอกว่ารวมศูนย์อำนาจจากทุกกระทรวงและเหล่าทัพ แต่ในทางปฏิบัติ กรมชลประทานก็ยังมีแผนระบายน้ำของตนเอง, กทม. ก็มีปุ่มคุมเครื่องสูบน้ำของตนเอง, ทหารก็รอหนังสือขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ สภาพ “ต่างคนต่างทำ” จึงยังคงอยู่เหมือนเดิม
บทสรุป
ข้อความแก้ตัวเรื่องการประชุมตั้งแต่ 25–26 กันยายน และการยกระดับเปิด บก.ปภ.ช. วันที่ 30 กันยายน จึงเป็นเพียง “การบรรยายกระบวนการทางราชการ (Process Description)” ที่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่อง “ผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพ (Performance Outcome)” ได้เลย มันคือหลักฐานที่ย้ำชัดว่า “ต่อให้รัฐบาลมีกฎหมาย พ.ร.บ. ปภ. พ.ศ. 2550 มีศูนย์ SAT มีศูนย์ บก.ปภ.ช. และมีงบประมาณแสนล้าน” แต่ตราบใดที่โครงสร้างยังทำงานแบบ “กลัวล้ำเส้น เกี่ยงความรับผิดชอบ และเน้นพิธีกรรมการประชุม” ประชาชนก็จะต้องทนจมน้ำและอยู่ในสภาวะ “ไร้รัฐพึ่งพา” เช่นนี้ไปทุกๆ ปี
