“ความสมบูรณ์แบบในกระดาษราชการ” กับ “ผลลัพธ์ในชีวิตจริงของประชาชน”

ปลายเดือนกันยายน 69 นำ้ท่วมหลายจังหวัดปากอ่าวไทย กรม ปภ.ยุบตัวเองหนีความรับผิดชอบไปเองโดยปริบาย การแจ้งเตือนภัยก็โยนไปที่กรุงเทพมหานครว่าไม่กล้ากดปุ่มในระบบ Cell broardcast ที่จะประกาศแจ้งอพยพคนและสิ่งของ ปั๊ดโธ่เอ๊ย ตัวเองรู้ข้อมูลชัดๆว่าจะอันตรายก็รีบแจ้งซิครับ อีกทั้งก็ไม่เห็นรีบทำงานตามกลไกของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อนำหน่วยงานที่อยู่นอกสายการบังคับบัญชาของกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือประชาชนลดความเดือดร้อนทุกข์ทรมานจากน้ำท่วม มาเปิดวอร์รูม “บก.ปภ.ช.” ในวันที่ 30 กันยายน: นายกออกมาโชว์การสั่งการแก้ปัญหา หรือสร้างฉากแสดงอำนาจ? มันสะท้อนความไม่กล้ารับผิดชอบของรัฐราชการอย่างชัดเจน

แสดงให้เห็นว่า “ความสมบูรณ์แบบในกระดาษราชการ” กับ “ผลลัพธ์ในชีวิตจริงของประชาชน” นั้นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงครับเมื่อวิเคราะห์ผ่านเลนส์รัฐประศาสนศาสตร์เชิงวิพากษ์ (Critical Public Administration) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถถอดรหัสได้ว่าทำไมระบบการสั่งการที่อ้างว่ายกระดับตามกฎหมายแล้ว ถึงกลายสภาพเป็น “สภาวะพื้นที่ไร้รัฐชั่วคราว (State-Free Zone)” ในสายตาของประชาชน:

1. สภาวะ “ศูนย์รวมอำนาจบนกระดาษ แต่สุญญากาศหน้างาน” (Bureaucratic Paralysis)ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 การแบ่งภัยเป็น 4 ระดับถูกออกแบบมาด้วยตรรกะสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ยุคเก่าที่เน้นเรื่อง “ขั้นตอนทางเอกสารและอำนาจอนุมัติ” มากกว่า “ความเร็วของการเอาชีวิตรอด”การยกระดับที่สายเกินแก้: การรอให้ภัยขยายวงกว้างถึง 31–43 จังหวัดในวันที่ 30 กันยายน แล้วค่อยประกาศเปิดวอร์รูม บก.ปภ.ช. เท่ากับว่ารัฐบาลยินยอมปล่อยให้ช่วงเวลาวิกฤตที่สุด (Golden Hours) ในช่วงวันที่ 25–29 กันยายน ต้องผ่านไปโดยไม่มีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จลงไปลุยหน้างานจริงติดหล่มลำดับชั้น (Administrative Lag): ในช่วงภัยระดับ 1–2 ท้องถิ่นและจังหวัดต้องทำเรื่องรายงานขึ้นตามลำดับชั้น ซึ่งข้าราชการระดับปฏิบัติต้องติดเงื่อนไขการตรวจสอบของระเบียบกระทรวงการคลัง กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจเงินแผ่นดิน (ตงน.) ทำให้ไม่มีใครกล้าอนุมัติงบฉุกเฉินหรือดึงทรัพยากรข้ามเขตมาช่วยทันที

2. ปรากฏการณ์ “พื้นที่ไร้รัฐชั่วคราว” (The Illusion of Government Presence)คำว่า “พื้นที่ไร้รัฐชั่วคราว” ที่ประชาชนสัมผัสไม่ได้แปลว่าไม่มีข้าราชการอยู่ แต่หมายถึง “อำนาจรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดในการเอาชีวิตรอดได้”:

3. วงจรอุบาทว์: กฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อ “ปกป้องคนสั่ง” ไม่ใช่ “ปกป้องคนจมน้ำ”ข้ออ้างเรื่องการแบ่งขั้นตอนระดับ 1–2 และ 3–4 กลายเป็น “เกราะบดบังความรับผิดชอบ (Shield of Impunity)” ชั้นดีของนักการเมืองและผู้บริหาร:เปรียบเทียบการทำงานตามระเบียบราชการ vs. ความจริงในพื้นที่วิกฤตมิติการพิจารณาสิ่งที่รัฐบาลแถลง (ตามระเบียบ)สิ่งที่ประชาชนเจอจริง (หน้างาน)กลไกการสั่งการมีการประชุม SAT และผู้ว่าฯ 21 จังหวัดอย่างต่อเนื่องไม่มีเจ้าหน้าที่สักคนมาคอยโบกรถ แจ้งจุดน้ำลึก หรือช่วยลากรถดับกลางแยกการยกระดับศูนย์ (บก.ปภ.ช.)ยกระดับตามเกณฑ์กฎหมายเมื่อภัยเข้าขั้นวิกฤตระดับ 3–4สายเกินไป บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายมหาศาลไปก่อนหน้าแล้วผลลัพธ์ของงบประมาณเบิกจ่ายงบฉุกเฉินและจัดซื้อเครื่องมือปีละนับแสนล้านเครื่องสูบน้ำไม่พอ กระจุกตัวแต่ในเขตไข่แดงเศรษฐกิจ ปล่อยพื้นที่รอบนอกจมน้ำบทสรุปข้อเท็จจริงที่รัฐบาลอ้างเรื่องประชุม SAT หรือการเปิด บก.ปภ.ช. ตามขั้นตอนกฎหมาย จึงเป็นเพียง “กระบวนการทางสารบรรณที่สำเร็จ แต่ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมล้มเหลว”ตราบใดที่ระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการภัยพิบัติยังถูกยึดติดอยู่กับลำดับชั้นราชการ การรอการประเมินระดับภัยจากส่วนกลาง และการห่วงภาพลักษณ์ทางการเมือง… คำว่า “ยกระดับการสั่งการ” ก็เป็นเพียงคำหรูหราในแถลงการณ์ ส่วนประชาชนก็ยังคงต้องเผชิญกับสภาวะ “พื้นที่ไร้รัฐชั่วคราว” ที่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยภาษีและกำลังของตัวเองต่อไป