การกดขี่ผ่านการยอมรับ
ความยินยอมที่ถูกออกแบบ: การมีส่วนร่วมแบบจำกัดในสังคมไทย
วันที่ทุกคนได้เลือก เช้าวันเลือกตั้งสภานักเรียน โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนอีสานดูคึกคักกว่าทุกวัน หีบบัตรถูกยกมาวางกลางหอประชุม ครูสังคมศึกษายืนอธิบายขั้นตอนการลงคะแนนผ่านไมโครโฟน นักเรียนเข้าแถวรับบัตร กาเครื่องหมาย และหย่อนบัตรอย่างเป็นระเบียบ ช่างภาพของโรงเรียนเดินถ่ายรูปทุกขั้นตอน รูปเหล่านั้นจะไปอยู่ในรายงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในสถานศึกษา และในแฟ้มหลักฐานสำหรับการประเมินภายนอก
บ่ายวันนั้น ประธานนักเรียนคนใหม่ขึ้นกล่าวขอบคุณบนเวที สองสัปดาห์ต่อมา เธอยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนพร้อมสมุดจดชื่อ ตรวจทรงผมและถุงเท้าของเพื่อนตามที่ครูฝ่ายปกครองมอบหมาย
ตลอดปีการศึกษานั้น สภานักเรียนจัดกิจกรรมวันไหว้ครู วันแม่ และกีฬาสี ได้เกียรติบัตรหลายใบ แต่ไม่ได้เปลี่ยนกฎสักข้อ ไม่ได้ตัดสินใจเรื่องงบสักบาท และเมื่อนักเรียนกลุ่มหนึ่งยื่นเรื่องขอให้ทบทวนระเบียบทรงผม สภานักเรียนเป็นฝ่ายแรกที่ถูกขอให้ช่วย “ทำความเข้าใจ” กับเพื่อน
ประชาธิปไตยที่ถ่ายรูปได้ครบทุกขั้นตอน อาจเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เคยแตะอำนาจเลยแม้แต่ครั้งเดียว
1.ปริศนา: ยิ่งเปิดให้มีส่วนร่วม เสียงคัดค้านยิ่งเงียบ
สังคมไทยไม่เคยมีช่องทางการมีส่วนร่วมมากเท่านี้มาก่อน โรงเรียนทุกแห่งมีสภานักเรียน โครงการขนาดใหญ่ต้องมีเวทีรับฟังความคิดเห็น หมู่บ้านทุกหมู่บ้านมีประชาคม ร่างกฎหมายต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ป่าชุมชนมีคณะกรรมการ และรัฐมีอาสาสมัครนับล้านคนกระจายอยู่ทุกตำบล
ถ้าการมีส่วนร่วมคือการกระจายอำนาจ เราควรเห็นประชาชนมีอำนาจมากขึ้นตามจำนวนช่องทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม โครงการที่ชุมชนคัดค้านยังเดินหน้าได้เพราะ “ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว” แผนพัฒนาหมู่บ้านยังเป็นรายการถนนคอนกรีตซ้ำทุกปี และเมื่อมีคนคัดค้านนอกช่องทาง เขาถูกถามกลับว่า “ทำไมไม่มาพูดในเวที”
บทนี้เสนอว่า ปริศนานี้คลี่ได้ถ้าเราเลิกมองการมีส่วนร่วมว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกับการครอบงำ ในหลายกรณี การมีส่วนร่วมแบบจำกัดคือ เทคโนโลยีของการสร้างความยินยอม มันไม่ได้ปิดเสียงประชาชนด้วยการห้ามพูด แต่ด้วยการกำหนดว่าจะพูดได้ที่ไหน เรื่องอะไร กับใคร และพูดแล้วจะถูกนับอย่างไร
2.กรอบทฤษฎี: ความยินยอมไม่ได้เกิดเอง มันถูกผลิต
2.1 Gramsci: อำนาจนำที่อาศัยความยินยอม อำนาจที่มั่นคงที่สุดไม่ได้พึ่งการบังคับ แต่พึ่งความยินยอมของผู้ถูกปกครอง ชนชั้นนำรักษาอำนาจนำ (hegemony) ด้วยการให้สัมปทานเล็กๆ ที่ไม่แตะแกนของอำนาจ ผู้ถูกปกครองได้บางสิ่ง และเพราะได้บางสิ่ง จึงยอมรับโครงสร้างทั้งหมด
2.2 Selznick: การดึงเข้าสู่ระบบ (co-optation) Philip Selznick ศึกษาองค์กรรัฐในสหรัฐฯ และพบว่าองค์กรดึงผู้นำท้องถิ่นเข้ามาในโครงสร้าง เพื่อลดแรงต้านและสร้างความชอบธรรม เขาแยกการดึงเข้าสู่ระบบเชิงรูปแบบ ที่ให้ตำแหน่งแต่ไม่ให้อำนาจ ออกจากการดึงเข้าสู่ระบบเชิงเนื้อหา ที่อำนาจถูกแบ่งจริง กรณีส่วนใหญ่ในบทนี้คือแบบแรก
2.3 Arnstein: บันไดแปดขั้น Sherry Arnstein จัดการมีส่วนร่วมเป็นบันไดแปดขั้น ขั้นล่างคือการชักจูงและการบำบัด ขั้นกลางคือการแจ้งข้อมูล การปรึกษา และการปลอบประโลม ซึ่งเธอเรียกรวมว่า tokenism ขั้นบนคือหุ้นส่วน การมอบอำนาจ และการควบคุมโดยพลเมือง ข้อสังเกตสำคัญของเธอคือ การมีส่วนร่วมที่ไม่มีการกระจายอำนาจ เป็นกระบวนการที่ว่างเปล่าและสร้างความคับข้องใจ
24 Foucault: การปกครองผ่านตัวตนของผู้ถูกปกครอง การมีส่วนร่วมแบบจำกัดคือรูปแบบหนึ่งของ governmentality รัฐไม่ต้องสั่งจากข้างบน แต่ทำให้ผู้คนปกครองตัวเองและกันเองตามกรอบที่รัฐวางไว้ ประธานนักเรียนที่ตรวจทรงผมเพื่อน คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด
Bourdieu: ใครพูดได้ในเวที เวทีมีส่วนร่วมไม่ได้เป็นกลาง ผู้ที่มีทุนทางภาษา ทุนทางการศึกษา และความคุ้นเคยกับระบบราชการ พูดได้ในภาษาที่ถูกนับ ผู้ที่ไม่มีทุนเหล่านี้อยู่ในห้องเดียวกัน แต่เสียงของเขาไม่ถูกแปลเป็นสิ่งที่ระบบรับรู้
บทนี้นำกรอบทั้งห้ามาประกอบเป็นข้อเสนอเดียว
การมีส่วนร่วมแบบจำกัด คือการแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่ากัน ประชาชนได้ตำแหน่ง เวที และการถูกรับฟัง ส่วนรัฐได้ความชอบธรรม ข้อมูล แรงงาน และหลักฐานว่าประชาชนยินยอมแล้ว
รูปแบบที่ 1: สภานักเรียน ห้องเรียนแรกของความยินยอม
สภานักเรียนเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะ เพราะมันคือที่ที่พลเมืองไทยเรียนรู้ความหมายของการมีส่วนร่วมเป็นครั้งแรก และสิ่งที่เรียนรู้มักไม่ใช่สิ่งที่หลักสูตรตั้งใจสอน
งานที่ได้รับ บอกตำแหน่งบนบันได ในโรงเรียนส่วนใหญ่ สภานักเรียนจัดกิจกรรมวันสำคัญ ช่วยงานพิธี ดูแลความสะอาด และตรวจระเบียบ แทบไม่มีโรงเรียนที่สภานักเรียนเปลี่ยนกฎได้ มีงบที่ตัดสินใจเอง หรือคัดค้านผู้บริหารแล้วผู้บริหารยอม ตามบันไดของ Arnstein นี่คือขั้นปลอบประโลมเป็นอย่างดีที่สุด และขั้นชักจูงในกรณีที่สภานักเรียนถูกใช้คุมวินัยเพื่อน
บทเรียนแฝงสามข้อ ข้อแรก ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เด็กได้หาเสียงและกาบัตร แต่ไม่เคยเห็นว่าอำนาจถูกตรวจสอบหรือต่อรองอย่างไร ข้อสอง ผู้นำที่ดีคือผู้ที่ช่วยผู้ใหญ่รักษาระเบียบ ไม่ใช่ผู้ที่พาเสียงของเพื่อนไปต่อรอง ข้อสาม การมีตำแหน่งมาพร้อมรางวัล เกียรติบัตร และแฟ้มสะสมผลงานสำหรับเรียนต่อ ซึ่งทำให้การตั้งคำถามกับผู้มอบตำแหน่งมีราคาแพง
การดึงผู้นำเข้าสู่ระบบตั้งแต่อายุสิบห้า เด็กที่มีภาวะผู้นำ ซึ่งอาจกลายเป็นผู้ตั้งคำถามที่แหลมคมที่สุด ถูกดึงเข้ามาอยู่ในฝั่งของกลไกการปกครอง นี่คือ co-optation ของ Selznick ในขนาดย่อส่วน และเป็นการฝึกซ้อมสำหรับความสัมพันธ์แบบเดียวกันในชีวิตผู้ใหญ่
หลักฐานที่ชัดที่สุด เมื่อนักเรียนเคลื่อนไหวเรื่องทรงผม เครื่องแบบ และการละเมิดในโรงเรียนในช่วงปี 2563 การเคลื่อนไหวเกือบทั้งหมดเกิดนอกสภานักเรียน และหลายโรงเรียนตอบสนองด้วยมาตรการทางวินัย ระบบไม่ได้มองว่านี่คือความสำเร็จของการสร้างพลเมือง แต่มองว่าเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ ข้อนี้บอกเราว่าสภานักเรียนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับการตั้งคำถามจริง
เด็กไทยไม่ได้เรียนประชาธิปไตยจากสภานักเรียน เขาเรียนว่าประชาธิปไตยมีขอบเขต และใครเป็นผู้ขีดเส้นนั้น
รูปแบบที่ 2: เวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อการฟังกลายเป็นใบอนุญาต
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 กำหนดให้รัฐรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องก่อนตรากฎหมาย โครงการที่อาจกระทบสิ่งแวดล้อมต้องจัดเวทีในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม บนกระดาษ นี่คือความก้าวหน้า ในทางปฏิบัติ เวทีจำนวนมากทำหน้าที่ตรงข้าม
ใครเป็นเจ้าของเวที ในกระบวนการ EIA ผู้จัดเวทีมักเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่เจ้าของโครงการว่าจ้าง ผู้ฟังจึงได้รับเงินจากผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบหนึ่ง กติกาเรื่องเวลา สถานที่ ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วม และวาระ ถูกกำหนดโดยฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย
คำถามที่ถูกถาม และคำถามที่ไม่ถูกถาม เวทีมักถามว่าจะลดผลกระทบอย่างไร ไม่ได้ถามว่าควรมีโครงการนี้หรือไม่ ชาวบ้านที่ต้องการปฏิเสธทั้งโครงการจึงไม่มีช่องให้พูด เพราะคำตอบของเขาอยู่นอกคำถาม นี่คือการกำหนดวาระ ซึ่งเป็นอำนาจที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลังที่สุด
การนับที่เปลี่ยนความหมาย รายงานผลเวทีบันทึกจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนความเห็น และการตอบข้อซักถาม การคัดค้านที่หนักแน่นถูกแปลงเป็น “ข้อห่วงใย” ที่ “ได้รับการชี้แจงแล้ว” เมื่อรายงานเดินทางขึ้นไปถึงผู้มีอำนาจอนุมัติ มันกลายเป็นหลักฐานว่าชุมชนได้มีส่วนร่วม ไม่ใช่หลักฐานว่าชุมชนคัดค้าน
การกีดกันผ่านความเชี่ยวชาญ เอกสารประกอบเวทีเต็มไปด้วยแบบจำลอง ค่ามาตรฐาน และศัพท์เทคนิค ผู้ที่ไม่มีทุนทางการศึกษาตามแบบของ Bourdieu พูดจากประสบการณ์ เช่น ปลาในลำน้ำหายไปตั้งแต่ปีไหน แต่ประสบการณ์ไม่ถูกนับเป็นข้อมูล นี่คือความอยุติธรรมเชิงญาณวิทยาในความหมายของ Fricker
เมื่อผู้คัดค้านอยู่นอกห้อง ผลที่ร้ายที่สุดของเวทีแบบนี้คือการทำให้การคัดค้านนอกเวทีไร้ความชอบธรรม เมื่อชาวบ้านชุมนุมหรือฟ้องร้อง เขาถูกตอบว่ากระบวนการเปิดให้มีส่วนร่วมแล้ว ช่องทางที่เปิดไว้จึงทำหน้าที่ปิดช่องทางอื่น
เวทีรับฟังความคิดเห็นที่ไม่มีทางเลือก “ไม่ทำ” ไม่ใช่การถามความเห็น แต่คือการเก็บลายเซ็น
รูปแบบที่ 3: ประชาคมหมู่บ้าน ความต้องการที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า
ประชาคมหมู่บ้านคือเวทีที่รัฐใช้รับรองว่าโครงการ แผนพัฒนาท้องถิ่น และการใช้เงินกองทุนต่างๆ มาจากความต้องการของชาวบ้าน ในเชิงหลักการ นี่คือประชาธิปไตยทางตรงระดับรากหญ้า แต่ประชาคมจำนวนมากทำงานแบบกลับหัว
ความต้องการที่มาจากเมนู ชาวบ้านไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าชุมชนต้องการอะไร แต่เริ่มจากรายการว่าโครงการแบบไหนที่งบประมาณรองรับ ถนนคอนกรีต ลานอเนกประสงค์ และรางระบายน้ำ จึงปรากฏซ้ำในแผนทุกปี ไม่ใช่เพราะเป็นความต้องการสูงสุด แต่เพราะเป็นสิ่งที่ระบบเบิกจ่ายได้ง่าย ตรวจรับได้ และถ่ายรูปได้ ความต้องการที่ไม่มีหมวดงบรองรับ เช่น การดูแลผู้สูงอายุติดเตียง หรือการเจรจาสิทธิ์ที่ดินทำกิน หายไปตั้งแต่ก่อนประชุม
ประชาคมย้อนหลัง ในหลายกรณี โครงการถูกกำหนดก่อน แล้วจึงจัดประชาคมเพื่อให้มีมติรองรับ บางครั้งเอกสารรายชื่อผู้เข้าร่วมสำคัญกว่าเนื้อหาการประชุม เพราะสิ่งที่ระบบตรวจสอบคือการมีลายมือชื่อครบ ไม่ใช่ว่ามติสะท้อนการถกเถียงจริงหรือไม่
ผู้นำที่เป็นสองฝ่าย ผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นทั้งตัวแทนของชาวบ้านและกลไกของกระทรวงมหาดไทย ประชาคมที่ผู้นำเหล่านี้เป็นผู้จัด จึงเป็นทั้งพื้นที่ของชาวบ้านและช่องทางที่รัฐส่งวาระลงมา การคัดค้านในเวทีจึงมีต้นทุนทางสังคม เพราะเท่ากับการขัดผู้นำที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาในเรื่องอื่นทุกวัน
ความรับผิดชอบที่ถูกกระจาย เมื่อโครงการล้มเหลว เช่น ถนนพังในปีเดียว ระบบตอบได้ว่าเป็นมติของประชาคม ความรับผิดชอบที่ควรอยู่กับผู้ออกแบบงบและผู้ตรวจรับงาน ถูกกระจายไปอยู่กับชาวบ้านที่ยกมือ นี่คือ responsibilization ในรูปแบบของการมีส่วนร่วม
เมื่อประชาชนถูกถามเฉพาะสิ่งที่งบประมาณตอบได้ ความต้องการที่แท้จริงก็ถูกตัดทิ้งก่อนจะมีใครได้พูด
รูปแบบที่ 4: คณะกรรมการร่วม อำนาจที่ได้มาพร้อมเงื่อนไข
รัฐไทยสร้างคณะกรรมการที่มีตัวแทนประชาชนนั่งอยู่จำนวนมาก ตั้งแต่คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการป่าชุมชนตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 คณะกรรมการลุ่มน้ำ ไปจนถึงคณะกรรมการกองทุนระดับหมู่บ้าน รูปแบบนี้ก้าวหน้ากว่าเวทีรับฟัง เพราะประชาชนได้ที่นั่งในโครงสร้างการตัดสินใจ แต่ที่นั่งไม่ได้แปลว่าอำนาจ
สัดส่วนที่ถูกจัดไว้แล้ว ในคณะกรรมการหลายชุด ตัวแทนภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐแต่งตั้ง และตัวแทนประชาชน ถูกจัดสัดส่วนให้เสียงของประชาชนไม่เคยเป็นเสียงข้างมากในเรื่องที่สำคัญ ประธานมักเป็นข้าราชการ และฝ่ายเลขานุการซึ่งกำหนดวาระและเขียนรายงานการประชุมอยู่ในหน่วยงานรัฐ
อำนาจที่มีกรอบ คณะกรรมการป่าชุมชนจัดการป่าได้ภายใต้แผนที่ต้องได้รับอนุมัติ ภายใต้ขอบเขตที่รัฐขีด และภายใต้ข้อห้ามที่ชุมชนไม่ได้ร่วมกำหนด ชุมชนได้หน้าที่ดูแลป่า ลาดตระเวน และดับไฟ ส่วนอำนาจในการนิยามว่าป่าคืออะไร ใครเป็นผู้บุกรุก และการใช้ประโยชน์แบบใดถูกกฎหมาย ยังอยู่ที่รัฐ นี่คือการกระจายภาระโดยไม่กระจายอำนาจในการนิยาม
การคัดเลือกผู้ที่ไม่ทำให้ลำบาก ตัวแทนประชาชนในคณะกรรมการมักมาจากการคัดเลือกหรือการเสนอชื่อผ่านกลไกที่รัฐมีบทบาท ผู้ที่ถูกเลือกจึงมักเป็นผู้ที่ทำงานกับรัฐได้ราบรื่น ส่วนผู้นำที่วิพากษ์รัฐอย่างแข็งขันอยู่นอกห้อง เมื่อผู้วิพากษ์ถูกเชิญเข้ามา ตำแหน่งก็มักค่อยๆ เปลี่ยนเขาจากผู้ตั้งคำถามเป็นผู้ต้องอธิบายแทนรัฐ
กรณีคณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจตามกฎหมายในการให้ความเห็นชอบแผนและกำกับการดำเนินงาน แต่ในทางปฏิบัติ วาระมาจากผู้อำนวยการ เอกสารมาจากโรงเรียน และกรรมการภาคประชาชนจำนวนมากมาประชุมเพื่อลงนาม เมื่อรัฐโยนความรับผิดชอบในการแก้ความเหลื่อมล้ำมาไว้ที่ระดับโรงเรียน คณะกรรมการในชุมชนที่มีทุนทางสังคมสูงระดมทรัพยากรได้ ส่วนชุมชนที่ยากจนทำไม่ได้ การมีส่วนร่วมจึงกลายเป็นกลไกขยายความเหลื่อมล้ำ
ที่นั่งในห้องประชุมไม่มีความหมาย ถ้าวาระ เอกสาร และปากกาที่เขียนรายงานการประชุม ยังอยู่ในมือของฝ่ายเดียว
รูปแบบที่ 5: อาสาสมัครของรัฐ การมีส่วนร่วมในฐานะแรงงานราคาถูก
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และอาสาสมัครอีกหลายประเภท เป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ใหญ่ที่สุดในสังคมไทย อสม. มีจำนวนราวหนึ่งล้านคน และเป็นกำลังสำคัญในการรับมือโควิด-19 จนได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ บทนี้ไม่ได้ลดคุณค่าของคนเหล่านั้น แต่ตั้งคำถามกับโครงสร้างที่ใช้พวกเขา
เกียรติแทนค่าจ้าง อาสาสมัครได้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในระดับที่ต่ำกว่าค่าแรงของงานที่ทำจริงมาก แต่ได้เครื่องแบบ บัตร เข็ม พิธีมอบเกียรติบัตร และวันสำคัญประจำปี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของประดับ มันคือสกุลเงินเชิงสัญลักษณ์ที่รัฐจ่ายแทนค่าจ้าง ในความหมายของ Bourdieu นี่คือการแลกทุนทางเศรษฐกิจด้วยทุนเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งรัฐผลิตได้ในต้นทุนเกือบศูนย์
ภารกิจที่ขยายไม่หยุด อาสาสมัครเริ่มจากงานเฉพาะด้าน แต่ภารกิจถูกเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งเก็บข้อมูลครัวเรือน คัดกรองโรค ติดตามผู้ป่วย แจ้งข่าวราชการ และช่วยงานของหน่วยงานอื่น งานของรัฐที่ควรมีบุคลากรประจำ ถูกส่งต่อให้แรงงานที่ไม่มีสถานะลูกจ้าง ไม่มีสวัสดิการเต็มรูปแบบ และไม่มีอำนาจต่อรอง
การมีส่วนร่วมที่ไม่มีเสียง อาสาสมัครอยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด รู้ว่าครอบครัวไหนเสี่ยง นโยบายไหนใช้ไม่ได้จริง แต่ข้อมูลไหลจากพวกเขาขึ้นไปในรูปของแบบรายงาน ไม่ใช่ในรูปของเสียงที่กำหนดนโยบาย พวกเขามีส่วนร่วมในการปฏิบัติ แต่ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ความรับผิดชอบที่ไหลลง เมื่อชุมชนเกิดภัยพิบัติหรือโรคระบาด ความคาดหวังตกอยู่กับอาสาสมัครในพื้นที่ ว่าต้องเตรียมพร้อม ต้องแจ้งเตือน ต้องดูแล ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขหรือระบบเตือนภัย จึงถูกแปลงเป็นคำถามว่าอาสาสมัครทำหน้าที่ดีพอหรือไม่ นี่คือ responsibilization ที่สวมเสื้อกั๊กของจิตอาสา
เมื่อรัฐเรียกแรงงานว่าจิตอาสา รัฐไม่ได้แค่ประหยัดงบ แต่ทำให้การเรียกร้องค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ฟังดูเหมือนการไม่มีจิตอาสา
3.กลไกร่วม: ห้าวิธีที่ทำให้การมีส่วนร่วมกลายเป็นความยินยอม แม้ทั้งห้ารูปแบบจะอยู่ต่างพื้นที่ แต่ทำงานด้วยกลไกชุดเดียวกัน
1. ควบคุมวาระ ประชาชนพูดได้ แต่พูดได้เฉพาะในคำถามที่ถูกตั้งไว้แล้ว ทางเลือก “ไม่ทำ” หรือ “ทำอย่างอื่น” มักไม่อยู่บนโต๊ะ
2. แลกตำแหน่งกับความเงียบ ผู้นำที่อาจตั้งคำถามถูกดึงเข้ามาในโครงสร้าง ได้สถานะและรางวัล แลกกับการทำหน้าที่ของระบบ
3. แปลงเสียงคัดค้านเป็นหลักฐานความยินยอม ทุกการเข้าร่วม แม้เพื่อคัดค้าน ถูกนับเป็นการมีส่วนร่วม และการมีส่วนร่วมถูกอ่านว่าเป็นการยอมรับ
4. ส่งภาระลง เก็บอำนาจไว้ข้างบน ประชาชนได้หน้าที่ แรงงาน และความรับผิดชอบเมื่อเกิดความล้มเหลว ส่วนอำนาจนิยาม อำนาจงบ และอำนาจอนุมัติไม่ได้ขยับ
5. ทำให้ช่องทางอื่นไร้ความชอบธรรม เมื่อมีช่องทางที่เป็นทางการ การเคลื่อนไหวนอกช่องทางถูกตีตราว่าไม่เคารพกระบวนการ
รูปแบบ
รัฐบอกว่า ความจริงที่ซ่อนอยู่ สภานักเรียน ปลูกฝังประชาธิปไตยและภาวะผู้นำ ฝึกให้ผู้นำเยาวชนรักษาระเบียบแทนผู้ใหญ่ และเรียนรู้ว่าประชาธิปไตยมีเพดาน เวทีรับฟังความคิดเห็น ประชาชนได้ร่วมแสดงความเห็นก่อนตัดสินใจ ดสินใจไปแล้ว เวทีมีไว้สร้างหลักฐานว่าได้ฟังแล้วประชาคมหมู่บ้าน ความต้องการมาจากล่างขึ้นบน ความต้องการถูกจำกัดด้วยเมนูงบ และความล้มเหลวถูกโยนกลับเป็นมติชาวบ้าน คณะกรรมการร่วม ประชาชนร่วมบริหารจัดการ ได้ที่นั่งแต่ไม่ได้วาระ ได้หน้าที่ดูแลแต่ไม่ได้อำนาจนิยาม อาสาสมัครของรัฐ
พลังจิตอาสาของชุมชน แรงงานราคาถูกที่จ่ายด้วยเกียรติ และรับภาระแทนระบบที่ขาดบุคลากร พลิกมุมมอง: ผู้คนไม่ได้ถูกหลอก พวกเขาเลือกอย่างมีเหตุผล ถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจสรุปว่าประชาชนที่เข้าร่วมเวทีเหล่านี้ถูกหลอก หรือมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด ข้อสรุปนั้นผิด และเป็นความผิดที่ดูแคลนผู้คนลองมองจากที่นั่งของพวกเขา ประธานนักเรียนรู้ดีว่าสภานักเรียนเปลี่ยนกฎไม่ได้ แต่เกียรติบัตรช่วยให้ได้ที่เรียนต่อ ชาวบ้านรู้ว่าประชาคมจะได้ถนนเหมือนปีก่อน แต่ถนนก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร อสม. รู้ว่าค่าตอบแทนไม่คุ้ม แต่ตำแหน่งนี้ทำให้มีที่ยืนในหมู่บ้าน มีเครือข่าย และบางครั้งมีช่องทางช่วยครอบครัวตัวเอง กรรมการป่าชุมชนรู้ว่าอำนาจมีกรอบ แต่การอยู่ในกรอบดีกว่าถูกนิยามเป็นผู้บุกรุก
นี่คือหัวใจของความยินยอมในความหมายของ Gramsci มันไม่ได้ตั้งอยู่บนความโง่เขลา แต่ตั้งอยู่บนการคำนวณที่สมเหตุสมผลภายใต้ทางเลือกที่ถูกจำกัด เมื่อทางเลือกที่มีคือ “ร่วมแบบจำกัด” หรือ “ไม่ได้อะไรเลยและถูกมองว่าเป็นปัญหา” การเข้าร่วมคือคำตอบที่มีเหตุผลที่สุด
ข้อนี้ทำให้การวิเคราะห์ต้องย้ายจุดโฟกัส ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่ผู้ออกแบบชุดทางเลือก ผู้มีอำนาจไม่ได้บังคับให้ใครยินยอม เขาเพียงจัดโต๊ะให้การยินยอมเป็นทางเลือกเดียวที่ไม่มีราคาแพง
และยังมีอีกด้านที่ต้องยอมรับ ช่องทางเหล่านี้ไม่ได้ว่างเปล่าทั้งหมด มีโรงเรียนที่สภานักเรียนเปลี่ยนระเบียบได้จริง มีป่าชุมชนที่ชาวบ้านใช้คณะกรรมการเป็นฐานต่อรองกับรัฐ มีเวทีรับฟังที่ชาวบ้านเตรียมข้อมูลจนพลิกผลได้ การมีส่วนร่วมแบบจำกัดจึงเป็นพื้นที่ที่ถูกแย่งชิงความหมาย ไม่ใช่กับดักที่ปิดตาย คำถามคือเงื่อนไขอะไรทำให้บางพื้นที่ถูกยึดคืนได้ ขณะที่ส่วนใหญ่ไม่ได้
ความยินยอมที่แข็งแรงที่สุด ไม่ได้มาจากคนที่เชื่อ แต่มาจากคนที่รู้ทุกอย่าง และคำนวณแล้วว่าการไม่ยินยอมมีราคาแพงเกินไป
ปิดบท: กลับไปที่หน้าประตูโรงเรียน
ลองกลับไปที่ประธานนักเรียนคนนั้น เธอยืนหน้าประตูพร้อมสมุดจดชื่อ ตรวจทรงผมเพื่อนที่เลือกเธอเข้ามา ไม่มีใครบังคับเธอด้วยกำลัง เธอได้รับเลือกอย่างถูกต้อง ทุกขั้นตอนถูกบันทึกและถ่ายรูปไว้ครบ แต่ในเช้าวันนั้น เธอไม่ได้เป็นตัวแทนของเพื่อน เธอเป็นตัวแทนของระเบียบที่ไม่มีใครในหมู่นักเรียนได้ร่วมเขียน
บทนี้แสดงให้เห็นว่าภาพนั้นไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน มันเกิดซ้ำในหอประชุมอำเภอที่ชาวบ้านลงชื่อเข้าเวที ในศาลาวัดที่ประชาคมยกมือรับรองถนนเส้นเดิม ในห้องประชุมคณะกรรมการที่ตัวแทนชุมชนนั่งฟังวาระที่คนอื่นเขียน และในเสื้อกั๊กของอาสาสมัครที่ทำงานของรัฐโดยไม่มีสถานะของคนทำงาน
สังคมไทยจึงไม่ได้ขาดการมีส่วนร่วม สิ่งที่ขาดคือการมีส่วนร่วมที่สามารถพูดว่า “ไม่” ได้ และเมื่อพูดแล้ว คำนั้นมีผลจริง
แต่ถ้าการยินยอมถูกผลิตผ่านช่องทางที่ดูเปิดกว้างได้ถึงเพียงนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความยินยอมครั้งไหนเป็นของจริง และใครกันแน่ที่มีอำนาจนิยามว่าเสียงไหนนับเป็น “ประชาชน” และเสียงไหนนับเป็น “ผู้ก่อความวุ่นวาย”
