โครงสร้าง เศรษฐกิจ และการเมืองของความเปราะบาง: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบจำลองพยากรณ์ข้อจำกัดทางสังคมต่อการจัดการสาธารณภัยในจังหวัดนครพนม

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้ศึกษาประชากรในพื้นที่จังหวัดนครพนม ระหว่างเดือนมกราคม 2558 ถึงมิถุนายน 2559 ภายใต้หัวข้อ “ข้อจำกัดทางสังคมที่ทำให้การจัดการสาธารณภัยไม่มีประสิทธิภาพ” ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise พบว่ามีตัวแปรอิสระ 3 ตัวที่สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรตามได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ (1) โครงสร้างทางเศรษฐกิจอ่อนแอ (2) EQ เฉลี่ยของคนไทยต่ำลง และ (3) การขาดทักษะการเป็นพลเมือง โดยสามารถอธิบายความผันแปรของข้อจำกัดทางสังคมได้ร้อยละ 40.0 (R² = 0.400, F = 25.576, p < 0.001)

บทความนี้มิได้เพียงรายงานผลเชิงปริมาณ หากยังวิพากษ์ “นัยแฝงเชิงอำนาจ” ของสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Z-score) ผ่านเลนส์มานุษยวิทยาการเมืองและสิ่งแวดล้อมศึกษา เพื่อชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจมีน้ำหนักสูงสุด และการตีความโดยปราศจากตัวแปรเชิงสถาบันอาจนำไปสู่การเบี่ยงเบนความรับผิดชอบจากรัฐสู่ประชาชน

คำสำคัญ: การจัดการสาธารณภัย, โครงสร้างเศรษฐกิจ, EQ, ทักษะพลเมือง, มานุษยวิทยาการเมือง, การถดถอยพหุคูณ

1. บทนำ

การจัดการสาธารณภัยมิได้เป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิค หากแต่เป็นสนามปะทะของโครงสร้างเศรษฐกิจ อำนาจรัฐ และพลวัตทางสังคม การวิจัยในจังหวัดนครพนมช่วงปี 2558–2559 มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดทางสังคมที่ทำให้การจัดการสาธารณภัยไม่มีประสิทธิภาพ และเพื่อระบุปัจจัยเชิงพยากรณ์ที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ

2. วิธีวิจัยและผลการวิเคราะห์

ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise เพื่อคัดเลือกตัวแปรที่สามารถทำนายตัวแปรตามได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์พบว่า:

ตัวแปรอิสระ b Beta t p-value
โครงสร้างทางเศรษฐกิจอ่อนแอ .359 .517 6.799 <0.001
EQ เฉลี่ยของคนไทยต่ำลง 3.045 .342 5.234 <0.001
ขาดทักษะการเป็นพลเมือง .095 .214 2.687 <0.001
Constant -10.857 -2.417 0.014

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.633 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของข้อจำกัดทางสังคมได้ร้อยละ 40.0 (R² = 0.400)

สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ

ข้อจำกัดทางสังคม = -10.903 + 0.360(โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอ) + 3.089(EQ เฉลี่ยต่ำลง) + 0.091(ขาดทักษะพลเมือง)

สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน

Zข้อจำกัดทางสังคม = 0.515(Zโครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอ) + 0.379(Z EQ เฉลี่ยต่ำลง) + 0.203(Zขาดทักษะพลเมือง)

การอภิปรายผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise

การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ได้คัดเลือกตัวแปรอิสระที่สามารถทำนาย “ข้อจำกัดทางสังคม” ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3 ตัวแปร ดังนี้

  1. โครงสร้างทางเศรษฐกิจอ่อนแอ
  2. EQ เฉลี่ยของคนไทยต่ำลง
  3. ขาดทักษะการเป็นพลเมือง

ภาพรวมของโมเดล ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) = 0.633 ค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R²) = 0.400

โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของข้อจำกัดทางสังคมได้ 40.0% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง (moderate) ที่ค่อนข้างดีสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ โดยตัวแปรที่เหลืออีก 60% อาจมาจากปัจจัยอื่นที่ยังไม่ได้นำมาศึกษาในครั้งนี้

ทุกตัวแปรอิสระมีนัยสำคัญทางสถิติสูง (p < 0.001) และค่าคงที่ (Constant) ก็มีนัยสำคัญ (p = 0.014) แสดงว่าโมเดลโดยรวมเหมาะสมและเชื่อถือได้

การตีความสัมประสิทธิ์การถดถอย (Coefficients)

1. สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ข้อจำกัดทางสังคม = -10.903 + 0.360(โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอ) + 3.089(EQ เฉลี่ยต่ำลง) + 0.091(ขาดทักษะพลเมือง)

  • โครงสร้างทางเศรษฐกิจอ่อนแอ (b = 0.360, Beta = 0.515, t = 6.799, p < 0.001) เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอเพิ่มขึ้น 1 หน่วย ข้อจำกัดทางสังคมจะเพิ่มขึ้น 0.360 หน่วย (ควบคุมตัวแปรอื่นคงที่) เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงที่สุด (Beta สูงสุด = 0.515)
  • EQ เฉลี่ยของคนไทยต่ำลง (b = 3.089, Beta = 0.379, t = 5.234, p < 0.001) เมื่อคะแนน “EQ เฉลี่ยต่ำลง” เพิ่มขึ้น 1 หน่วย ข้อจำกัดทางสังคมจะเพิ่มขึ้นถึง 3.089 หน่วย แสดงถึงผลกระทบที่รุนแรง (แม้ Beta จะต่ำกว่าตัวแรกเล็กน้อย) เนื่องจากหน่วยของตัวแปรนี้มีช่วงกว้างหรือเป็นตัวชี้วัดที่敏感มาก
  • ขาดทักษะการเป็นพลเมือง (b = 0.091, Beta = 0.203, t = 2.687, p < 0.001) เมื่อระดับการขาดทักษะพลเมืองเพิ่มขึ้น 1 หน่วย ข้อจำกัดทางสังคมจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.091 หน่วย เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลน้อยที่สุดในโมเดลนี้

2. สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized) Zข้อจำกัดทางสังคม = 0.515(Zโครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอ) + 0.379(Z EQ เฉลี่ยต่ำลง) + 0.203(Zขาดทักษะพลเมือง)

ยืนยันลำดับความสำคัญของตัวแปรตามน้ำหนัก Beta ดังนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอ > EQ เฉลี่ยต่ำลง > ขาดทักษะพลเมือง

การศึกษาครั้งนี้พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า “ข้อจำกัดทางสังคมของคนไทย” ถูกกำหนดเป็นอย่างมากโดย โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีน้ำหนักสูงที่สุด รองลงมาคือการลดลงของ EQ เฉลี่ยของประชากร (ซึ่งมีผลกระทบเชิงปริมาณสูง) และการขาดทักษะการเป็นพลเมือง

ปัจจัยทั้งสามนี้ล้วนเป็นปัญหาโครงสร้าง (structural problems) ที่เชื่อมโยงกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ข้อจำกัดทางสังคมจะยิ่งรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

3. การตีความเชิงโครงสร้าง: “Structure Over Individual”

การแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานทำให้เห็นชัดว่า ตัวแปรโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีค่า Beta สูงสุด (0.515) หมายความว่า หากเศรษฐกิจแย่ลง 1 หน่วยมาตรฐาน ข้อจำกัดทางสังคมจะเพิ่มขึ้นถึง 0.515 หน่วยมาตรฐาน

ผลดังกล่าวยืนยันเชิงประจักษ์ว่า ความเปราะบางทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติ มิใช่เพียงพฤติกรรมหรือคุณลักษณะของปัจเจกบุคคล

ขณะที่ค่า Beta ของ EQ (0.379) แม้อยู่ในอันดับรอง แต่ในเชิงมานุษยวิทยาอาจตีความได้ว่าเป็น “ผลสะท้อน” ของโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง เพราะภาวะเครียดเรื้อรังจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจย่อมกระทบต่อเสถียรภาพทางอารมณ์ของประชาชน

4. มิติทางจริยธรรมและการเมืองของความรู้

4.1 ความเสี่ยงของการตีตราทางอารมณ์ (Emotional Stigmatization)

แม้ตัวแปร EQ จะมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การตีความอย่างผิวเผินอาจนำไปสู่การ “โทษประชาชน” โดยอ้างว่า ความล้มเหลวของระบบเกิดจากการควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรือความตื่นตระหนกของสังคม การใช้สถิติในลักษณะนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือทางวาทกรรมที่เบี่ยงเบนความรับผิดชอบจากกลไกรัฐ

4.2 ทักษะพลเมืองกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

ค่า Beta ของการขาดทักษะพลเมือง (0.203) ต่ำที่สุด แสดงว่าการเน้นเพียงการฝึกอบรมหรือการสร้างจิตสำนึก โดยไม่แก้ไขฐานเศรษฐกิจและเงื่อนไขโครงสร้าง อาจไม่เพียงพอในการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการภัย

หาก “ท้องไม่อิ่ม” และ “ชีวิตไม่มั่นคง” การเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพย่อมเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคม

5. ข้อจำกัดของแบบจำลองและข้อเสนอแนะเชิงทฤษฎี

แม้แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 40 แต่ยังเหลืออีกร้อยละ 60 ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตัวแปรเชิงสถาบัน เช่น

  • ความล่าช้าในการตัดสินใจของรัฐ

  • การรวมศูนย์อำนาจ

  • ระดับความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

การไม่บรรจุตัวแปรเหล่านี้อาจทำให้แบบจำลองสะท้อนเพียง “อาการ” มากกว่า “ต้นเหตุ” ของปัญหา

6. บทสรุป

ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณชี้ชัดว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดข้อจำกัดทางสังคมต่อการจัดการสาธารณภัยในจังหวัดนครพนม รองลงมาคือสภาวะทางอารมณ์ และการขาดทักษะพลเมือง

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอผลเชิงสถิติโดยไม่วิพากษ์บริบทเชิงสถาบันและโครงสร้างรัฐ อาจนำไปสู่การผลิตซ้ำวาทกรรมที่มองประชาชนเป็นปัญหา ทั้งที่ในเชิงโครงสร้าง ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดเชิงอำนาจรัฐต่างหากที่เป็นรากฐานของความล้มเหลว

ดังนั้น การพัฒนาระบบจัดการสาธารณภัยที่ยั่งยืนจำเป็นต้องปรับกรอบคิดจากการมุ่งแก้ไขพฤติกรรมปัจเจก ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสถาบันรัฐควบคู่กัน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เอื้อต่อความมั่นคงและศักดิ์ศรีของพลเมืองอย่างแท้จริง.