กรมชลประทานไม่พอเพียงกับการใช้งบประมาณปกติ ยังหาทางแดกด่วนอีกทาง
ในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 กรมชลประทานมีแผนจัดซื้อครุภัณฑ์รถยนต์จาก เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน รวมวงเงินเฉียด 300 ล้านบาทเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการ “หลีกเลี่ยงกระบวนการกลั่นกรองงบประมาณแผ่นดินปกติ” ผ่านการใช้ “เงินนอกงบประมาณ/กองทุนหมุนเวียน” ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตความเจือจางของธรรมาภิบาลและการจัดลำดับความสำคัญของรัฐอย่างชัดเจน เป็น เทคนิค “หลบฉาก” สภาผู้แทนราษฎร
ในการขอจัดซื้อครุภัณฑ์รถยนต์ผ่าน งบประมาณรายจ่ายประจำปี (งบปกติ) หน่วยงานจะต้องผ่านการตั้งคำถามและตัดงบอย่างหนักจากสำนักงบประมาณและกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะรถยนต์ราคาสูงหรือรถประจำตำแหน่ง/รถส่วนกลางจำนวนมาก วัตถุประสงค์แท้จริงของ “เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน” คือการนำค่าธรรมเนียมการส่งน้ำหรือรายได้จากภารกิจชลประทาน กลับไปใช้ซ่อมแซม พัฒนา และบำรุงรักษาสถาปัตยกรรมแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน
แต่กลับถูกปรับแปลงสิทธิการเบิกจ่ายให้ครอบคลุม “งบลงทุนครุภัณฑ์รถยนต์” เฉียด 300 ล้านบาท
กรมชลประทานเหิมเกริมใช้”เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน”ซื้อรถหรู 300 ล้านบาท โโยเงินกองทุนแทนที่จะใช้เพื่อ ซ่อมแซม พัฒนา และบำรุงรักษาสถาปัตยกรรมแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน แต่กลับถูกปรับแปลงสิทธิการเบิกจ่ายให้ครอบคลุม “งบลงทุนครุภัณฑ์รถยนต์” เฉียด 300 ล้านบาท สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัดระหว่าง “ความสุขสบายในการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐ” กับ “ความมั่นคงทางน้ำของเกษตรกรฐานราก” กรมชลประทานสถาปนา สภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่หน่วยงานมีเงินถุงเงินถังของตัวเอง และใช้อย่างข้ามขั้นตอนการจัดลำดับความสำคัญของประเทศ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เรื่อง “ทำได้ตามกฎหมายหรือไม่” เพราะเอกสารและหลักเกณฑ์ของกองทุนย่อมถูกเขียนเปิดช่องไว้อย่างรัดกุมแล้ว แต่เป็นคำถามทางจริยธรรมและการบริหารภาครัฐว่า “ความคุ้มค่า ความเหมาะสม และความรับผิดชอบต่อประชาชนอยู่ที่ไหน” ในยุคที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตการคลังและวิกฤตสภาพภูมิอากาศเช่นนี้
