กระบวนทัศน์ของ กรม ปภ.

ปภ. ปัจจุบันทำหน้าที่ “เตือนภัย + ประเมินความเสี่ยง + ปฏิบัติการกู้ภัย + บริหารเครื่องจักร” อยู่ในองค์กรเดียว ซึ่งมี logic ภายในขัดแย้งกันเอง คือ หน่วยงานที่ต้อง “ตอบสนองเหตุการณ์เฉพาะหน้า” (operational tempo) มักไม่มีแรงจูงใจหรือทรัพยากรพอจะลงทุนกับงานวิเคราะห์ “สถานการณ์จำลองความเสี่ยงภัยพิบัติ” เป็นแกนหลักในการทำงาน การเรียนรู้ หรือการแก้ปัญหา โดยแทนที่จะเน้นการท่องจำทฤษฎี ผู้เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์และตัดสินใจรับมือกับเหตุการณ์เสมือนจริงนั้นๆ ระยะยาว เพราะ KPI ขององค์กรผูกกับการตอบสนองเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว ไม่ใช่การป้องกันเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด เราก็จะสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ แต่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือลดผลความรุนแรง ลดความสูญเสียโอกาส ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินต่อไป

กระบวนทัศน์ของ กรม ปภ.

ปรัชญาหลักเน้นการเผชิญเหตุและเยียวยา (Response & Recovery): รอน้ำท่วม ดินถล่ม แล้วส่งคนไปช่วย ขับรถไปแจกถุงยังชีพ

ตรรกะทางการเมือง (Political Logic)Prevention Paradox (การเมืองเชิงพิธีกรรม): การเมืองชอบงบซื้อเครื่องจักรและการแจกของหน้ากล้อง เพราะเห็นผลงานชัดเจน

โครงสร้างและบทบาทหน้าที่

โมเดลปัจจุบันผูกขาดทุกอย่างไว้ที่ ปภ. ปภ. ปัจจุบัน: รวบอำนาจแต่ไร้กำลัง (Jack of all trades, master of none) ปัจจุบัน ปภ. ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ประเมินความเสี่ยง, ผู้วางนโยบาย, ผู้จัดซื้อและบริหารเครื่องจักรกลหนัก, และผู้ปฏิบัติการในสนาม

  • ผลลัพธ์ในความเป็นจริง: เมื่อเกิดภัยพิบัติเฉพาะหน้า แรงกดดันทางการเมืองจะบีบให้ ปภ. ทุ่มทรัพยากร 90% ไปกับการกู้ภัยและเยียวยา จนงานวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และโครงข่ายเซ็นเซอร์เตือนภัยล่วงหน้า (ซึ่งต้องใช้เวลาและงบดูแลรักษาระยะยาว) ถูกละเลยและไม่มีงบประมาณเพียงพอ

  • พ.ร.บ. ปภ. 2550 เป็นกฎหมายที่เน้น “การจัดวางตำแหน่งรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ” แต่ไม่มีอำนาจไปสั่งการข้ามกระทรวงในเชิงโครงสร้าง ผลคือ แผนผังความเสี่ยงของ ปภ. ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อการจัดทำผังเมืองของกรมโยธาธิการฯ, ไม่สามารถวีโต้การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ทางน้ำผ่านได้ และไม่สามารถบังคับให้หน่วยงานอื่นเปิดเผยข้อมูลดิบได้