การ “ตีหน้าใส” ผ่านองค์กรอิสระ
การ “ตีหน้าใส” ผ่านองค์กรอิสระ: เมื่อกลุ่มอำนาจไทยต้องการกำจัดศัตรูทางการเมือง หรือต้องการรักษา “ระบอบสีน้ำเงิน/เครือข่ายอุปถัมภ์” ไว้ พวกเขาจะไม่ส่งทหารไปจับ หรือผู้นำจะไม่มานั่งขู่กลางหอประชุมแบบฮุนเซน แต่จะใช้กลไกของ ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., หรือ ป.ป.ช.เป็นผู้ลงดาบ ผลลัพธ์คือความชอบธรรมจอมปลอม: ผู้นำไทยสามารถทำหน้าซื่อแล้วบอกว่า “เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลไม่เกี่ยว” นี่คือการหลอกล่อและซ่อนเงื่อนงำที่ทำให้ระบอบอุปถัมภ์ไทยดู “เป็นสากลและเคารพกฎหมาย” ในสายตาโลก ทั้งที่ไส้ในคือการสืบทอดอำนาจ
ประเทศไทยบริหารอำนาจในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” ที่มีกลุ่มทุนใหญ่ ทหาร ข้าราชการ และบ้านใหญ่การเมืองแต่ละภาค ถือหุ้นร่วมกัน
ชนชั้นนำหรือบริษัทจำกัดนี้ถนัดในการเล่นเกมนกต่อทางการเมือง วันนี้สีแดงเป็นแกนนำ วันหน้าสีน้ำเงินคุมสภาบน วันต่อไปมีสีเขียวหนุนหลัง การเปลี่ยนหน้ากากไปมาเช่นนี้ทำให้ประชาชนสับสนและจับมือใครดมยาก เป็นการ “แกง” และหลอกล่อสังคมให้รู้สึกว่า “เรายังมีทางเลือก มีการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนรัฐบาล” ทั้งที่จริง ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่รัฐบาล เครือข่ายอุปถัมภ์ส่วนบนและกลุ่มทุนผูกขาดชุดเดิมก็ยังคงนั่งกินรวบประเทศอยู่เหมือนเดิม
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยติดอยู่ในลูปที่น่าสิ้นหวัง เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนรวมพลังกันผ่านคูหาเลือกตั้ง หรือส่งเสียงเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงจนชนะ โครงสร้างส่วนบน (มาเฟียใส่สูทและเครือข่ายอุปถัมภ์) จะมีเครื่องมือในการ “กดปุ่มรีเซ็ต” เสมอ
ยุบพรรค/ตัดสิทธิ์: พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาด้วยคะแนนถล่มทลาย ถูกยุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แกนนำที่สร้างแรงบันดาลใจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
รัฐประหาร/ฉีกรัฐธรรมนูญ: หากกลไกกฎหมายปกติเอาไม่อยู่ ปลายทางก็คือการใช้กำลังดิบขู่บังคับ
ล้มมติประชาชน: แม้กระทั่งการตั้งรัฐบาลที่ข้ามขั้วและฝืนความรู้สึกของสังคม ยิ่งตอกย้ำภาพจำว่า “เสียงของฉันไม่มีความหมายในประเทศนี้”
เมื่อประชาชนพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงแล้วถูก “ริบรางวัล” (สิทธิ์และเสียง) คืนไปต่อหน้าต่อตาซ้ำ ๆ กลไกการป้องกันตัวเองของมนุษย์จะเริ่มทำงานด้วยการเลิกคาดหวัง เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวดและผิดหวังอีกต่อไป
