ช่องว่างที่เหลือบไรในระบอบราชการภายใต้กระทรวงมหาดไทยรู้ดี

ช่องว่างที่เหลือบไรในระบอบราชการภายใต้กระทรวงมหาดไทยรู้ดีคือ ช่องว่างในการใช้สินทรัพย์และอำนาจมหาชนในการหาประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หลักสูตรอบรมค่าหัวละ 200,000 บาท ไม่ใช่หลักสูตรที่ประชาชนคนธรรมดา หรือข้าราชการระดับปฏิบัติการจะเข้าถึงได้ แต่เป็น “พื้นที่สร้าง คอนเนกชัน ของข้าราชการระดับสูง นายทุนเอกชน และนักการเมือง เอกชนยอมจ่ายเงิน 2 แสนเพื่อแลกกับการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายและบิ๊กข้าราชการ
ปรสิตก็ใช้เทคนิคการบริหารนำงบประมาณหลวงจากภาษีประชาชนมาอุดหนุนการสร้างคอนเนคชั่นที่แทบจะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน นอกากกลุ่มเครือข่ายระบอบราชการที่แม้จะเป็นพลเมืองของชาติส่วนหนึ่ง แต่เรื่องที่ทำกันในทำนองนี้ยากที่จะเป็นไปเพื่อชาติ ปรากฏการณ์ “ฟันรายได้หลักสูตร VIP แต่ยังมาล้วงงบกลาง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องความผิดพลาดทางการบริหาร แต่คือ วิกฤตธรรมาภิบาลของการจัดสรรทรัพยากร ที่ตอกย้ำโครงสร้างอำนาจอันไม่เท่าเทียม รัฐปล่อยให้หน่วยงานใช้สินทรัพย์และอำนาจมหาชนในการหาประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
ในขณะที่ประชาชนผู้เสียภาษีต้องรับกรรมจากบริการสาธารณะที่ตกต่ำ สวัสดิการที่ถูกหั่นลด และภาระหนี้สาธารณะที่คนรุ่นหลังต้องตามชดใช้
กรณีการจัดอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงโดยหน่วยงานรัฐที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึงหัวละ 200,000 บาท มีรายได้หมุนเวียนเข้าหน่วยงานเป็นเงินนอกงบประมาณหลายสิบล้านบาท แต่กลับยังยื่นขอสนับสนุน “งบประมาณแผ่นดิน/งบกลาง” มาเบิกจ่ายซ้ำซ้อน ถือเป็น ภาพสะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้างทางการคลัง (Fiscal Governance Crisis) ที่แหลมคมอย่างยิ่งครับ
เมื่อนำประเด็นนี้มาวิเคราะห์ผ่านปริซึมของ นิเวศวิทยาการเมือง (Political Ecology) และ เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ปรากฏการณ์นี้ตอบคำถามของคุณได้ชัดเจนว่า เป็นการซ้ำเติมสภาวะรัฐล้มเหลวทางการคลัง และกดทับประชาชนในหลากหลายมิติ ดังนี้ครับ
1. ซ้ำเติมสภาวะ “รัฐล้มเหลวทางการคลัง” อย่างไร?
• การสร้าง “หลุมดำทางการเงิน” (Fiscal Shadow & Off-Budget Parallel)
เงินนอกงบประมาณ (Off-Budget Funds) ที่ได้จากการจัดหลักสูตรอบรมเหล่านี้ มักขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน เมื่อหน่วยงานมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว แต่ยังมาเบิก “งบกลาง” หรือ “งบแผ่นดิน” จากภาษีส่วนรวม เท่ากับเป็นการ “กอบโกยผลประโยชน์สองเด้ง” (Double Dipping)
-
ส่วนที่ 1: เก็บกินเงินสดเข้ากระเป๋าเงินนอกงบประมาณของหน่วยงาน (เพื่อนำไปใช้เป็นค่าเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการภายในกลุ่ม)
-
ส่วนที่ 2: ผลักภาระค่าใช้จ่ายดำเนินงาน หรือสถานที่ ไปให้งบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีประชาชน
• การบิดเบือนวินัยการเงินการคลัง (Fiscal Distortion)
ในขณะที่ประเทศเผชิญการจัดทำงบประมาณขาดดุล รัฐบาลต้องกู้เงินชดเชยขาดดุลต่อเนื่องจนหนี้สาธารณะพุ่งสูง แต่หน่วยงานระดับกระทรวงกลับใช้วิธี “แปรรูปบริการรัฐเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าหน่วยงาน” แล้วปล่อยให้งบกลางซึ่งควรจะเก็บไว้รับมือภัยพิบัติ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือเหตุฉุกเฉินของประเทศ ถูกดึงไปอุดหนุนโครงการจัดอบรมหรือโครงการของหน่วยงานที่มีเงินหมุนเวียนอยู่แล้ว
2. กดทับประชาชนเชิงโครงสร้างอย่างไร?
[ภาษีประชาชน] ──> [งบกลาง/งบแผ่นดิน] ──> [อุดหนุนหลักสูตรอบรม]
│
▼
[ประชาชนทั่วไป] <── [ความเหลื่อมล้ำ/เสียโอกาส] <── [สร้างเครือข่ายคอนเนกชัน VIP หัวละ 2 แสน]
1) การเบียดบังงบพัฒนาสวัสดิการพื้นฐาน (Opportunity Cost Displacement)
งบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด การที่รัฐบาลยอมอนุมัติงบให้กับหน่วยงานที่มีรายได้นอกงบประมาณมหาศาล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “การตัด/หั่นงบประมาณสวัสดิการประชาชน” ดังเช่นปรากฏการณ์งบประมาณปีล่าสุดที่มีการตัดลดงบดูแลคนพิการ หั่นงบการศึกษา หรือปรับลดงบประมาณการจัดการภัยแล้งในระบบปกติ แต่กลับปล่อยให้งบอบรม VIP หรืองบครุภัณฑ์หรูหรายังคงอยู่ ภาษีประชาชนจึงถูกใช้อย่างย้อนศรกับความต้องการของสังคม
2) การสร้างและสถาปนา “เครือข่ายชนชั้นนำ” (Elitism & Rent-Seeking)
หลักสูตรอบรมค่าหัวละ 200,000 บาท ไม่ใช่หลักสูตรที่ประชาชนคนธรรมดา หรือข้าราชการระดับปฏิบัติการจะเข้าถึงได้ แต่เป็น “พื้นที่สร้าง คอนเนกชัน (Networking Platform)” ของข้าราชการระดับสูง นายทุนเอกชน และนักการเมือง
-
การใช้อำนาจรัฐแลกผลประโยชน์: เอกชนยอมจ่ายเงิน 2 แสนเพื่อแลกกับการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายและบิ๊กข้าราชการ
-
ภาษีประชาชนอุดหนุนคนรวย: เมื่อหลักสูตรเหล่านี้ใช้น้ำ ไฟ อาคาร และงบกลางของรัฐซ้ำซ้อน เท่ากับว่า ประชาชนคนจนกำลังจ่ายภาษีไปช่วยอุดหนุนความสะดวกสบายในการสร้างเครือข่ายอำนาจให้แก่ชนชั้นนำ
3) การแช่แข็งประสิทธิภาพบริการสาธารณะ
แทนที่ระบบราชการจะมุ่งมั่นปรับปรุงงานบริการสาธารณะ (Public Service) หรือระบบ e-Government เพื่อลดต้นทุนการติดต่อราชการของประชาชน บุคลากรและทรัพยากรระดับสมองของกระทรวงกลับถูกดึงไปใช้กับการบริหาร “ธุรกิจจัดอบรม” เพื่อสร้างรายได้นอกงบประมาณ ทำให้ภารกิจหลักในการดูแลความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างสังคมนิรภัยให้ประชาชนถูกละเลย
สรุปภาพรวม
ปรากฏการณ์ “ฟันรายได้หลักสูตร VIP แต่ยังมาล้วงงบกลาง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องความผิดพลาดทางการบริหาร แต่คือ วิกฤตธรรมาภิบาลของการจัดสรรทรัพยากร ที่ตอกย้ำโครงสร้างอำนาจอันไม่เท่าเทียม รัฐปล่อยให้หน่วยงานใช้สินทรัพย์และอำนาจมหาชนในการหาประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนผู้เสียภาษีต้องรับกรรมจากบริการสาธารณะที่ตกต่ำ สวัสดิการที่ถูกหั่นลด และภาระหนี้สาธารณะที่คนรุ่นหลังต้องตามชดใช้
