ทักษะการเอาตัวรอดในการทำข้อสอบ PISA

ผลการทดสอบ PISA 2025 ไทยขยับจากลำดับ 58 ขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 53 ทำเอารัฐบาลหนูสีเทายิ้มจนแก้มปริแตก เผยให้เห็นสร้างความชอบธรรมเชิงนโยบาย ทั้งที่ภายใต้นิเวศวิทยาการศึกษาไทยที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง มีข้อเท็จจริงและความย้อนแย้งเชิงสถิติที่ซ่อนอยู่หลังคะแนนที่เพิ่มขึ้น ก่อนการสอบ PISA 2025 กระทรวงศึกษาธิการและสถาบันต่างๆ มีการอัดฉีดระบบ “คลังข้อสอบสอบซ้อม (PISA-like/ระบบทำข้อสอบออนไลน์)” ลงไปกดดันเขตพื้นที่และโรงเรียน เพื่อให้ครูพาเด็กตะลุยโจทย์จำลอง สิ่งที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่ “ความฉลาดรู้เชิงวิพากษ์” ที่แท้จริง แต่เป็น “ทักษะการเอาตัวรอดในการทำข้อสอบ PISA” มันคือกลไกราชการแบบเดิมที่เปลี่ยนเป้าประสงค์ จากการให้นักเรียนท่องจำในห้องเรียน มาเป็น “ท่องจำแพทเทิร์นการตอบข้อสอบ PISA” เพื่อเอาตัวเลขมาเคลมผลงานทางการเมือง
การที่รัฐบาลฉลองกับตัวเลข “ขยับ 5 อันดับ (จาก 58 สู่ 53)” ใน PISA 2025 โดยเคลมว่าเป็นความสำเร็จทางการศึกษา ถือเป็น “การจับเฉพาะปรากฏการณ์ผิวน้ำมาเฉลิมฉลอง” (Political Cherry-Picking) เพื่อสร้างความชอบธรรมเชิงนโยบาย ทั้งที่ภายใต้นิเวศวิทยาการศึกษาไทยที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง มีข้อเท็จจริงและความย้อนแย้งเชิงสถิติที่ซ่อนอยู่หลังคะแนนที่เพิ่มขึ้น ดังนี้ครับ:

1. ปรากฏการณ์ “Base Effect” (ปี 2022 ดิ่งต่ำสุดในประวัติศาสตร์)
เหตุผลที่คะแนน PISA 2025 ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับปี 2022 ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า “ปี 2022 คือจุดตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไทยสอบ PISA มา” (All-time Low) จากผลกระทบของการปิดโรงเรียนในช่วงโควิด-19

การที่คะแนนปี 2025 กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย จึงเป็นเพียงการ “เด้งกลับตามธรรมชาติ” (Rebound) หลังจากการเรียนการสอนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ใช่ผลลัพธ์จากการปฏิรูปการศึกษาหรือนโยบายใหม่ของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

หากนำไปเปรียบเทียบกับยุคก่อนโควิด คะแนนของเด็กไทยก็นับว่ายังไม่ได้ก้าวกระโดดไปไหนไกล และที่สำคัญ คะแนนรวมทั้ง 3 ด้าน (วิทย์ 432, คณิต 407, การอ่าน 392) ยังคง “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD” (482, 463, 461) อย่างมหาศาล

2. กับดักกลุ่มตัวอย่างและความเหลื่อมล้ำรุนแรง (Sampling & Inequality Trap)
ข้อสอบ PISA ใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างสถานศึกษาทั่วประเทศ แต่โครงสร้างการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่สูงมาก (Two-Tier Education System):

กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์/สาธิต/รร.แข่งขันสูง ในเมือง: เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงติวเตอร์ สื่อดิจิทัล และเครื่องมือ AI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คะแนนของเด็กกลุ่มนี้เพียงสัดส่วนน้อย สามารถฉุดค่าเฉลี่ยภาพรวมให้ดูดีขึ้นได้

โรงเรียนขนาดเล็ก/โรงเรียนขยายโอกาสในชนบท: ยังคงจมอยู่กับสภาวะขาดแคลนครู ขาดแคลนงบประมาณ และเผชิญ “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่นเดิม

คะแนนที่ขยับขึ้น 5 อันดับ ไม่ได้แปลว่าเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กเรียนดีขึ้น แต่เกิดจาก “กลุ่มเด็กพร้อมฉุดคะแนนเฉลี่ยขึ้น” ขณะที่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กช้างเผือกกับเด็กชนบทยิ่งขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

3. การทำ “PISA Tactic” เชิงการเมืองและการสร้างภาพ
ก่อนการสอบ PISA 2025 กระทรวงศึกษาธิการและสถาบันต่างๆ มีการอัดฉีดระบบ “คลังข้อสอบสอบซ้อม (PISA-like/ระบบทำข้อสอบออนไลน์)” ลงไปกดดันเขตพื้นที่และโรงเรียน เพื่อให้ครูพาเด็กตะลุยโจทย์จำลอง

สิ่งที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่ “ความฉลาดรู้เชิงวิพากษ์” (Critical Literacy) ที่แท้จริง แต่เป็น “ทักษะการเอาตัวรอดในการทำข้อสอบ PISA” (Teaching to the Test)

มันคือกลไกราชการแบบเดิมที่เปลี่ยนเป้าประสงค์ จากการให้นักเรียนท่องจำในห้องเรียน มาเป็น “ท่องจำแพทเทิร์นการตอบข้อสอบ PISA” เพื่อเอาตัวเลขมาเคลมผลงานทางการเมือง

4. วาทกรรมลอยแก้ว: “คิดเป็น – รู้เท่าทันสื่อ – ใช้ AI เป็น”
ภาพการแถลงข่าวที่ชูคำขวัญสวยหรูว่าจะปั้นเด็กให้ “ใช้ AI เป็นตั้งแต่ประถม” คือความขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริง (Disconnect from Reality) อย่างสิ้นเชิง:

ในความเป็นจริง โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เสถียร ไม่มีงบประมาณซื้อแท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ในห้องแล็บยังไม่พอจำนวนเด็ก

การปั้นคำขวัญเรื่อง AI ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน (Physical Infrastructure) และสวัสดิการพื้นฐานของเด็กยามยากจนยังไม่ถูกแก้ไข จึงเป็นเพียง “การเล่นกับ Buzzwords ทางนโยบาย” เพื่อสร้างภาพความทันสมัยให้แก่รัฐบาลเท่านั้น

บทสรุป
การที่คะแนน PISA ไทยขยับขึ้น 5 อันดับ ไม่ได้หมายความว่านิเวศวิทยาการศึกษาไทยได้รับการแก้ไขแล้ว แต่มันคือ “ปรากฏการณ์ทางสถิติ” ที่เกิดจากการฟื้นตัวหลังโควิด บวกกับศักยภาพของเด็กกลุ่มโรงเรียนพร้อมในเมืองที่ฉุดค่าเฉลี่ยขึ้นมา

ตราบใดที่โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณยังจมกับงบบุคลากร โรงเรียนในชนบทยังต้องทอดผ้าป่า และครูยังต้องแบกรับงานธุรการกดทับ ตัวเลข PISA ที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนี้ ก็เป็นเพียง “ฉากทัศน์สร้างภาพความชอบธรรมทางการเมือง” ที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของเด็กส่วนใหญ่ในประเทศเลย