วิทยาการสาธารณภัย By ดร.วัฒกานต์ ลาภสาร

กลุ่มทุนผูกขาดใช้วิธีการที่หลากหลายในการแทรกซึมและควบคุมกลไกการเข้ากำหนดนโยบาย เช่น
กลุ่มทุนส่งคนของตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ปรึกษา หรือคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ
สภาหอการค้าหรือสมาคมอุตสาหกรรมกลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารความต้องการของกลุ่มทุนใหญ่ต่อรัฐ ในขณะที่เสียงของ SME หรือแรงงานกลับแทบไม่มีน้ำหนักในเวทีเหล่านี้
การใช้ “ผู้เชี่ยวชาญ” เป็นฉากบัง: บ่อยครั้งที่นโยบายเพื่อกลุ่มทุนจะถูกสร้างความชอบธรรมด้วยคำแนะนำจากนักวิชาการหรือสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเอกชนเหล่านั้น ทำให้ดูเหมือนเป็นนโยบายที่มีฐานทางวิชาการรองรับ
นี่คือการที่กลุ่มทุนผูกขาดใช้ในการกำหนดกติกา ออกแบบกฎหมาย และสร้างนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองได้ เด็ดซะละตี่เหลือกิน ประเทศไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดกับการออกแบบนโยบายสาธารณะของไทยไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญ แต่มีลักษณะเป็น “State Capture” (การเข้ายึดครองรัฐ) ที่กลุ่มผลประโยชน์เอกชนสามารถกำหนดกติกา ออกแบบกฎหมาย และสร้างนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองได้โดยตรง โดยมีรายละเอียดของความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ ดังนี้:
1. กลไกการเข้ากำหนดนโยบาย (Mechanisms of Influence)
กลุ่มทุนผูกขาดใช้วิธีการที่หลากหลายในการแทรกซึมและควบคุมกระบวนการนโยบาย:
2. นโยบายที่มุ่งเน้นกลุ่มทุนภายใต้วาทกรรม “Trickle-Down”
รัฐไทยมักออกแบบนโยบายภายใต้แนวคิด Trickle-Down Economics (เศรษฐกิจแบบไหลริน) ซึ่งเชื่อว่าการทำให้กลุ่มทุนรวยขึ้นจะส่งผลดีต่อคนจนเอง แต่ในความเป็นจริง ความมั่งคั่งมักสะสมอยู่เพียงด้านบน ตัวอย่างนโยบายที่สะท้อนความสัมพันธ์นี้ ได้แก่:
3. การสร้างความชอบธรรมผ่าน “การผลักภาระให้ปัจเจก” (Responsibilization)
เมื่อโครงสร้างนโยบายถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อทุนผูกขาดและก่อให้เกิดปัญหาตามมา รัฐจะใช้กลไกทางวาทกรรมที่เรียกว่า Responsibilization เพื่อโยนความรับผิดชอบกลับไปที่ประชาชน
4. ผลกระทบต่อศักยภาพของประเทศ
ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้สร้าง “กับดักเส้นทาง” (Path Dependency) ที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่เกิดนวัตกรรม เนื่องจากกลุ่มทุนผูกขาดที่รวยจากสิทธิพิเศษหรือสัมปทานไม่มีแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีโครงสร้างตลาดแข่งขันได้มากกว่า เพราะไทยมีต้นทุนปัจจัยพื้นฐาน (เช่น พลังงานและโลจิสติกส์) ที่สูงผิดปกติจากการผูกขาด
โดยสรุป แหล่งที่มาของอำนาจกลุ่มทุนผูกขาดในไทยไม่ได้มาจากความสามารถในตลาดเสรี แต่มาจาก สัมปทาน ใบอนุญาต และการได้รับการคุ้มครองผ่านกฎระเบียบของรัฐ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนและผู้ออกแบบนโยบายเป็นไปเพื่อรักษาสถานะเดิม (Status Quo) นี้ไว้มากกว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อประชาชน