ปาหี่การจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

https://youtube.com/shorts/RPEAIyWn7QM?feature=share

จากการที่คุณภาพการศึกษาตกต่ำลงเรื่่อย อีกทั้งข้ออ้างในการให้มีความชอบธรรมในการใช้งบประมาณดูจะไม่สมเหตุสมผลหรือทำตามรูปแบบที่กำหนดอยู่นานนับสิบปีคุณภาพการศึกษาก็นับวันจะตกต่ำไปเรื่อยๆ จึงต้องหาข้ออ้างใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมมาเป็นข้ออ้าง โดย พ.ร.บ.ใหม่ของพวกเขายังคงผูกขาดอำนาจในการกำหนดอนาคตคนไทยไว้อย่างเหนียวแ่น ผ่าน 5 แนวทางใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ คือ การใช้ภาษาทางกฎหมายซับซ้อนเพื่อจัดทำ พ.ร.บ.โดยเน้นเพื่อการบริหารราชการ ไม่ใช่เพื่อคนเรียนคนสอน สร้างกับดักความเหลื่อมล้ำ: “ความพร้อมที่ไม่เท่ากัน” ล็อกรายละเอียดสมรรถนะไว้ในกฎหมาย มีการระบุรายละเอียดสมรรถนะตามช่วงวัยของเด็กไว้ค่อนข้างละเอียดในตัวบทกฎหมาย การนำ “สมรรถนะ” ซึ่งเป็นเรื่องเชิงวิชาการที่เปลี่ยนแปลงเร็วตามบริบทโลก ไปตรึงไว้ใน พ.ร.บ. ที่แก้ไขได้ยาก จะทำให้การศึกษาไทยติดหล่ม ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมอนาคต มีการจัดตั้งองค์กรใหม่อย่าง สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ซึ่งแม้จะฟังดูดี แต่ในรายละเอียดกลับพบว่า หากโรงเรียนต้องการออกแบบหลักสูตรอิงบริบทพื้นที่ อาจต้องส่งเรื่องให้สถาบันนี้อนุมัติก่อน ตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ถือเป็นการสร้างกลไกควบคุมจากบนลงล่าง เพื่อเน้นการตอบโจทย์มิติความมั่นคง รัฐบาล และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

แม้หลักการเชิงนโยบายของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ดูสวยหรูและตอบโจทย์ปัญหาดั้งเดิมของไทย แต่เมื่อนักการศึกษา นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานจริงเจาะลึกลงไปในรายละเอียด กลับพบ “จุดบกพร่องและข้อกังวลเชิงโครงสร้าง” ที่อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการปฏิรูปจริง ดังนี้ครับ

1. การรวบอำนาจแฝงผ่าน “ซูเปอร์บอร์ด” (Centralized Super-Board)

  • ความย้อนแย้งของการกระจายอำนาจ: แม้จะอ้างเรื่องการกระจายอำนาจให้สถานศึกษา แต่การตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ถือเป็นการสร้างกลไกควบคุมจากบนลงล่าง (Top-down) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบคลุมทุกกระทรวง

  • ความเสี่ยงทางการเมือง: หากมติของคณะกรรมการชุดนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ หรือเน้นการตอบโจทย์มิติความมั่นคง รัฐบาล และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมากกว่า โรงเรียนและครูจะไม่มีเสรีภาพในการเบี่ยงเบนหรือคัดค้านได้เลย

2. การสร้างขั้นตอนทางราชการใหม่ (New Bureaucratic Bottleneck)

  • กระบวนการขออนุมัติหลักสูตร: ในร่างกฎหมายมีการจัดตั้งองค์กรใหม่อย่าง สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ซึ่งแม้จะฟังดูดี แต่ในรายละเอียดกลับพบว่า หากโรงเรียนต้องการออกแบบหลักสูตรอิงบริบทพื้นที่ อาจต้องส่งเรื่องให้สถาบันนี้อนุมัติก่อน จากเดิมที่เคยปรับปรุงได้ยืดหยุ่น กลายเป็นเพิ่มภาระทางธุรการและความล่าช้า

3. การล็อกรายละเอียดสมรรถนะไว้ในกฎหมาย (Micro-managing Competency)

  • ขาดความยืดหยุ่นตามกาลเวลา: ร่าง พ.ร.บ. มีการระบุรายละเอียดสมรรถนะตามช่วงวัยของเด็กไว้ค่อนข้างละเอียดในตัวบทกฎหมาย การนำ “สมรรถนะ” ซึ่งเป็นเรื่องเชิงวิชาการที่เปลี่ยนแปลงเร็วตามบริบทโลก ไปตรึงไว้ใน พ.ร.บ. ที่แก้ไขได้ยาก จะทำให้การศึกษาไทยติดหล่ม ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมอนาคต

  • ละเลยเรื่องสิทธิเสรีภาพและหลักการสากล: ข้อวิพากษ์ระบุว่าร่างฯ มุ่งเน้นการปลูกฝังความเป็นคนดี วินัย และชาตินิยม แต่กลับแทบไม่ได้ระบุถึงกลไกการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของผู้บริหารในสถานศึกษา

4. กับดักความเหลื่อมล้ำ: “ความพร้อมที่ไม่เท่ากัน”

  • การปล่อยโรงเรียนขนาดเล็กตามยถากรรม: การมอบอิสระและความยืดหยุ่น (Decentralization) จะได้ผลดีกับโรงเรียนที่มีงบประมาณและบุคลากรพร้อมเท่านั้น แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนชายขอบที่ขาดแคลนงบพัฒนาครูและสื่อการเรียนรู้ การโยนอิสระให้โดยไม่มีกลไกโอบอุ้มด้านทรัพยากรที่ข้ามพ้น “การอุดหนุนรายหัว” แบบเดิม จะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนใหญ่กับโรงเรียนเล็กให้กว้างขึ้น

5. ภาษาทางกฎหมายซับซ้อน ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานจริง

  • เป็นกฎหมายที่จัดทำเพื่อการบริหารราชการ ไม่ใช่เพื่อคนเรียนคนสอน: นักวิชาการด้านการศึกษาติงว่า ตัวร่างฯ มีเนื้อหาหนาและใช้ภาษากฎหมายที่ซับซ้อน อ่านเข้าใจยาก มุ่งเน้นไปที่จัดตั้งกลไกการบริหาร ตัวบท และโครงสร้าง แต่ขาด “จินตนาการถึงอนาคตการศึกษา” และไม่ได้เปิดโอกาสให้เสียงของเด็ก ครู และผู้ปกครองในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอย่างแท้จริง

สรุป

หากเขียนไว้บนกระดาษ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ฟังดูเหมือนจะช่วยยกระดับการศึกษาไทยได้จริง แต่ในทางปฏิบัติตราบใดที่ โครงสร้างยังติดล็อกอยู่กับความซ้ำซ้อนเชิงอำนาจ การตั้งสถาบันมากดทับโรงเรียนอีกชั้น และการขาดหลักประกันด้านการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงการ “ปฏิรูปรูปแบบ” (Administrative Reform) ที่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมในห้องเรียน หรือช่วยลดภาระงานของครูและเด็กได้อย่างแท้จริง