“รัฐปัดความรับผิด: เมื่อวิกฤติน้ำท่วม ดินโคลนถล่มกลายเป็นบาปของปัจเจก”
“รัฐปัดความรับผิด: เมื่อวิกฤติน้ำท่วม ดินโคลนถล่มกลายเป็นบาปของปัจเจก” สะท้อนถึงวาทกรรมและการบริหารจัดการของภาครัฐ ที่มักโยนความผิดหรือความรับผิดชอบในภัยพิบัติโครงสร้างระดับประเทศ ไปให้เป็นความบกพร่องของ “ตัวบุคคล” หรือธรรมชาติ แทนที่จะยอมรับความล้มเหลวในการวางผังเมืองและการจัดการระบบเตือนภัย โดยสามารถจำแนกออกเป็นมิติสำคัญได้ ดังนี้
1. การเปลี่ยนโครงสร้างระบบให้เป็น “ความประมาทส่วนบุคคล”ผลักภาระการเตือนภัย: รัฐมักอ้างว่าได้ประกาศแจ้งเตือนแล้ว แต่ประชาชนไม่ยอมอพยพเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบเตือนภัยขาดความชัดเจน ไม่มีสัญญาณหวอที่ใช้งานได้จริง หรือบอกเพียงปริมาณน้ำฝนที่ชาวบ้านยากจะประเมินความรุนแรงได้วาทกรรม “บุกรุกป่า”: เมื่อเกิดดินโคลนถล่ม รัฐมักมุ่งเป้าไปที่ชาวบ้านหรือเกษตรกรรายย่อยบนดอยสูงว่าทำลายป่าและปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยละเลยการตรวจสอบทุนใหญ่หนุนหลัง หรือการขาดแคลนเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน
2. การลดรูปภัยพิบัติให้เหลือแค่ “เรื่องของโชคชะตาและน้ำใจ”เน้นเยียวยามากกว่าป้องกัน: รัฐมักเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับผิดชอบเชิงนโยบาย” ไปเป็น “ผู้แจกถุงยังชีพ” และเน้นการขอรับเงินบริจาคจากประชาชน ซึ่งเป็นการผลักภาระให้สังคมดูแลกันเอง แทนที่จะใช้เงินภาษีในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยที่ยั่งยืนการชดเชยที่ต่ำกว่าความจริง: เกณฑ์การเยียวยาความเสียหายลุ่มน้ำหรือบ้านเรือนถูกกำหนดไว้ต่ำมาก ทำให้ปัจเจกบุคคล (ชาวบ้าน) ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู ซ่อมแซมบ้านเรือน และล้างโคลนด้วยตัวเองจนสิ้นเนื้อประดาตัว
3. ความล้มเหลวของผังเมืองและการบังคับใช้กฎหมายสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ: รัฐอนุมัติให้มีการสร้างถนน ทางรถไฟ หรืออ่างเก็บน้ำที่กลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำตามธรรมชาติ เปลี่ยนเส้นทางน้ำหลากให้พุ่งเข้าหาชุมชน แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม กลับมองว่าเป็นความโชคร้ายของชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำการไร้บูรณาการของหน่วยงาน: เมื่อเกิดวิกฤติ หน่วยงานรัฐมักโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกรมชลประทาน ปภ. และท้องถิ่น ทำให้การระบายน้ำหรือขุดลอกคูคลองล่าช้า แต่ผลลัพธ์ความเสียหายตกอยู่กับทรัพย์สินของประชาชน
