วิกฤตภาพหลอนของน้ำ: เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “น้ำมากขึ้น แต่ใช้งานได้น้อยลง”

วิกฤตภาพหลอนของน้ำ: เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “น้ำมากขึ้น แต่ใช้งานได้น้อยลง”  (The Water Paradox: Thailand’s Crisis of Abundance and Scarcity in the Era of Hydrological Disruption)

ผู้เขียน   ดร.วัมกานต์ ลาภสาร

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางอุทกวิทยาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ “น้ำมากขึ้น แต่ใช้งานได้น้อยลง” (More water, but less usable water) แม้ว่าปริมาณน้ำฝนโดยรวมและความรุนแรงของเหตุการณ์ฝนจะเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ประสิทธิภาพในการกักเก็บและนำน้ำไปใช้ประโยชน์กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงตัวชี้วัดสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) อัตราการสูบน้ำใต้ดินที่สูงกว่าอัตราการเติมน้ำตามธรรมชาติ (Recharge) อย่างต่อเนื่อง 2) การสูญเสียพื้นที่รับน้ำ (พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่กักเก็บ) มากกว่าร้อยละ 50 3) ค่าสัมประสิทธิ์การไหลบ่าสูงผิดปกติ (High runoff coefficient) สะท้อนการที่น้ำไม่สามารถซึมลงดินได้ และ 4) รูปแบบอุทกภัยที่รุนแรงและรวดเร็วขึ้นสลับกับภัยแล้งที่ยืดเยื้อมากขึ้น บทความชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นผลจากการผสมผสานระหว่างการขยายตัวของเมืองโดยขาดการวางผังพื้นที่รับน้ำ การทำลายระบบนิเวศต้นน้ำ และการบริหารจัดการน้ำใต้ดินที่ขาดดุลสะสม สถานการณ์นี้ส่งผลให้ระบบนิเวศและสังคมขาดความมั่นคงทางน้ำอย่างรุนแรง แม้ในช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม

คำสำคัญ: วิกฤตน้ำ, การสูบน้ำใต้ดิน, พื้นที่รับน้ำ, การไหลบ่า, ความมั่นคงทางน้ำ

1. บทนำ: ความขัดแย้งของระบบน้ำไทย

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางน้ำที่ซับซ้อนเกินกว่ากรอบการบริหารจัดการแบบเดิมจะอธิบายหรือแก้ไขได้ ข้อสังเกตสำคัญคือ หลายพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนรวมต่อปีอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่กลับประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างรุนแรง พร้อมกันนั้นก็ต้องรับมือกับอุทกภัยที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น สถานการณ์นี้สะท้อน “ภาพหลอนของความอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นกับดักทางนโยบายที่ทำให้เข้าใจผิดว่าปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนได้ ในขณะที่ความสามารถในการ “กักเก็บ” และ “นำกลับมาใช้” น้ำกลับลดลงอย่างถาวร

2. ตัวชี้วัดวิกฤต: กลไกการสูญเสียสมดุลทางอุทกวิทยา

2.1 การสูบน้ำใต้ดินเกินอัตราการเติมน้ำ (Groundwater Mining)

หนึ่งในตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดของวิกฤตเชิงโครงสร้างคือ การที่ปริมาณการสูบน้ำใต้ดินทั่วประเทศสูงกว่าอัตราการเติมน้ำตามธรรมชาติ (Recharge) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างและแอ่งภาคตะวันออก ส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างต่อเนื่อง (Drawdown) เกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน (Land subsidence) และที่สำคัญคือ การสูญเสียความสามารถในการเป็น “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ” เมื่อน้ำใต้ดินถูกสูบออกมากเกินไป ช่องว่างในชั้นดินจะยุบตัวลงอย่างถาวร ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำในฤดูฝนได้อีกต่อไป ส่งผลให้แม้ฝนจะตก น้ำก็ไม่สามารถซึมกลับลงไปเติมเต็มชั้นน้ำบาดาลได้ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้น้ำไหลบ่าสูงผิดปกติ

2.2 การสูญเสียพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ

ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า พื้นที่รับน้ำ (Water Recharge Area) โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ฟองน้ำธรรมชาติ” สูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับสภาพเดิมเมื่อ 50 ปีที่แล้ว การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อการเกษตรเชิงเดี่ยว การขยายตัวของเขตเมืองและนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่มีการควบคุมพื้นที่ซึมน้ำ (Pervious surface) ได้ลดขีดความสามารถในการชะลอและดูดซับน้ำฝนลงอย่างมหาศาล พื้นที่ที่เป็นคอนกรีตและยางมะตอยทำให้เวลาที่น้ำจะซึมลงดินลดลงเหลือเกือบศูนย์

2.3 ค่าสัมประสิทธิ์การไหลบ่าสูงผิดปกติ

ค่าสัมประสิทธิ์การไหลบ่า (Runoff Coefficient) ซึ่งเป็นสัดส่วนของปริมาณน้ำฝนที่กลายเป็นน้ำท่าผิวดิน (Runoff) เทียบกับปริมาณน้ำฝนทั้งหมด ในหลายลุ่มน้ำหลักของประเทศไทยมีค่าสูงขึ้นผิดปกติ หมายความว่า น้ำฝนปริมาณมากไม่ได้ถูกกักเก็บในดินหรือใต้ดิน แต่กลายเป็นน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำและทะเลอย่างรวดเร็ว ในระบบนิเวศที่ดี ค่าสัมประสิทธิ์การไหลบ่าควรอยู่ในระดับต่ำ (น้ำซึมมาก) แต่ปัจจุบันในพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตเมือง ค่าสัมประสิทธิ์ฯ กลับสูงเกิน 0.5 ถึง 0.7 ในบางเหตุการณ์ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันแม้ในพื้นที่ที่ไม่เคยประสบอุทกภัยมาก่อน

2.4 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอุทกภัยและภัยแล้ง

ตัวชี้วัดสุดท้ายคือการเร่งตัวของวัฏจักรอุทกภัย จากข้อมูลสถิติพบว่า ช่วงเวลาที่น้ำจะขึ้นถึงระดับวิกฤต (Time to Peak) สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ น้ำท่วมมาเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำที่เคยถูกดูดซับไว้ในดินหรือป่าไม้ กลายเป็นน้ำไหลบ่ามารวมกันในลำน้ำในเวลาอันสั้น ขณะเดียวกัน เมื่อน้ำไหลบ่าหมดไปอย่างรวดเร็ว ระบบกลับเข้าสู่ภาวะแล้งอย่างรวดเร็วโดยไม่มีน้ำต้นทุนในดินและน้ำใต้ดินเหลือให้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้น ปรากฏการณ์ “น้ำท่วมแล้วแล้งซ้ำ” จึงกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) ที่ท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำผิวดินซึ่งมีขีดจำกัด

3. ผลกระทบเชิงระบบและการวิเคราะห์

การที่ไทยเข้าสู่ภาวะ “น้ำมากขึ้น แต่ใช้งานได้น้อยลง” เป็นผลจากการมองข้ามระบบนิเวศในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ การลงทุนส่วนใหญ่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่โครงสร้างแข็ง (Hard Engineering) เช่น เขื่อนขนาดใหญ่และประตูระบายน้ำ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำท่าผิวดิน แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การฟื้นฟูความสามารถในการซึมน้ำและกักเก็บน้ำของแผ่นดิน

เมื่อพื้นที่รับน้ำถูกทำลาย น้ำฝนจะกลายเป็น “น้ำท่วม” ในระยะสั้นก่อนจะหายไป เมื่อน้ำใต้ดินถูกสูบจนชั้นดินยุบตัว โอกาสในการสร้างความมั่นคงทางน้ำในระยะยาวก็สูญสิ้นไป ประเทศไทยจึงตกอยู่ในภาวะที่แม้ฝนจะตกหนัก น้ำกลับไม่เพียงพอ เพราะปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ (Available water) กลับลดลงเนื่องจากการปนเปื้อน การทรุดตัวของชั้นน้ำบาดาล และการสูญเสียความชื้นในดิน

4. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ำในอนาคตไม่สามารถยึดติดกับแนวคิดการเร่งระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม หรือการขุดลอกคลองเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากไทยต้องการแก้ไขภาวะ “น้ำมากขึ้น แต่ใช้งานได้น้อยลง” อย่างจริงจัง จำเป็นต้องปฏิรูประบบบริหารจัดการด้วยแนวทางดังนี้:

  1. การกำหนดเขตพื้นที่รับน้ำและการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำ: ต้องมีการเวนคืนหรือฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำที่สูญเสียไป โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่ป่าต้นน้ำ ให้กลับมาทำหน้าที่เป็น “แก้วน้ำธรรมชาติ” ควบคู่กับการออกกฎหมายควบคุมการขยายตัวของเมืองในพื้นที่ซึมน้ำ

  2. การปฏิรูปการบริหารน้ำใต้ดิน: ต้องหยุดการสูบน้ำใต้ดินในอัตราที่เกินศักยภาพการเติมน้ำ โดยจัดทำสมดุลน้ำใต้ดิน (Groundwater Balance) ระดับลุ่มน้ำ และบังคับใช้ระบบเติมน้ำใต้ดินเทียม (Artificial Recharge) อย่างจริงจังในพื้นที่วิกฤต เช่น ในเขตเศรษฐกิจตะวันออกและกรุงเทพมหานคร

  3. การเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure): สนับสนุนการออกแบบเมืองที่สามารถซึมน้ำได้ (Sponge City) ลดพื้นที่คอนกรีตในเขตเมือง สร้างพื้นที่รับน้ำขนาดเล็กกระจายตัว (Distributed Water Storage) แทนการรวมศูนย์ไว้ที่เขื่อนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

  4. การปรับเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ: ต้องปรับเกณฑ์การระบายน้ำและการกักเก็บให้สอดคล้องกับรูปแบบอุทกวิทยาใหม่ที่รุนแรงและรวดเร็วขึ้น โดยใช้ระบบพยากรณ์เชิงพลวัตแทนการใช้เกณฑ์คงที่

การยอมรับว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะ “น้ำมากขึ้น แต่ใช้งานได้น้อยลง” คือก้าวแรกสู่การปรับกระบวนทัศน์ใหม่ หากยังคงบริหารจัดการน้ำโดยมองแค่ปริมาณน้ำฝนรวมหรือระดับน้ำในเขื่อนโดยไม่สนใจสุขภาพของชั้นน้ำใต้ดินและพื้นที่รับน้ำ วิกฤตความมั่นคงทางน้ำจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แม้ในวันที่ฝนจะตกหนักเพียงใดก็ตาม

รายการอ้างอิง (ตัวอย่าง)

(หมายเหตุ: สำหรับการตีพิมพ์จริงในวารสารวิชาการ ควรเพิ่มแหล่งอ้างอิงจากข้อมูลสถิติกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)

  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. (2565). รายงานสถานการณ์น้ำบาดาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ.

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนท.). (2566). แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี.

  • WWF. (2020). Thailand Water Risk Filter: From Crisis to Resilience. Bangkok.