สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตไม่ใช่แค่ป่า แต่คือ “จังหวะของฟ้า” และ “โครงสร้างมนุษย์”

นำ้ทะลุท่วมเมืองน่าน สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตไม่ใช่แค่ป่า แต่คือ “จังหวะของฟ้า” และ “โครงสร้างมนุษย์”: ปัจจุบันเราเจอ สภาวะภูมิอากาศพังทลาย พายุเข้าถี่และแรงขึ้น แต่สิ่งที่รัฐทำคือการมองปัญหานี้ผ่านเลนส์ของศตวรรษที่แล้ว ไม่เคยเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการไหลของน้ำ แต่กลับเสียเวลาไปนั่งนับไร่ข้าวโพด ปัจจุบันเราก็โยนบาปให้เฉพาะการเปลี่ยนไปของป่า แต่ผู้ทำให้จังหวะของฟ้า ยังคงลอยนวล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจังหวะของฟ้ายังคงทำงานแบบยุคไดโนเสาร์
อีกทั้ง ผู้ที่ทำให้โครงสร้างของมนุษย์เปลี่ยนไปก็ยังคงลอยนวล ไม่ว่าจะเป็นประชาชนเองและหน่วยงานของรัฐ วิสัยทัศน์ที่มีก็มีแต่จังหวะที่จะเข้าฉกฉวยการโกงกินผ่านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

ปรากฏการณ์ “ข้างทางเป็นป่ารก แต่เดินเข้าไป 20-30 เมตรข้างหน้าโล่ง” คือภาพสะท้อนจิตวิทยาการปกปิดของรัฐและนายทุนได้อย่างลึกซึ้ง มันคือ “ป่าฉากทัศน์ (Scenic Screen Forest)” ที่ถูกสร้างไว้ริมถนนเพื่อตบตาคนเมืองและสายตาจากมุมสูง ขณะที่ความจริงเชิงโครงสร้างข้างหลังกลับถูกกัดกินจนกลวงเปล่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา สังคมเราหลงอยู่ใน “วาทกรรมสะดวกรัก (Convenient Discourse)” ที่พยายามหา “แพะตัวเดียว” มาตอบคำถามความล้มเหลวระดับโครงสร้าง

วิพากษ์ “วาทกรรมแพะเขาหัวโล้น” กับความจริงที่ถูกแช่แข็ง

1. สถิติไร่ข้าวโพดลดลง 60% แต่ท่วมหนักขึ้น: เมื่อ “จำเลย” หลุดจากที่เกิดเหตุ แต่รัฐยังชี้ตัวผิดคน
ตัวเลขข้าวโพดน่านที่หายไปกว่า 850,000 ไร่ (เหลือ 5.6 แสนไร่) คือตบหน้า “วาทกรรมข้าวโพดคือผู้ร้ายคนเดียว” อย่างแรง หากสมมติฐานของคนเมืองและรัฐบาลเป็นจริง น้ำท่วมต้องเบาลง 60% ตามพื้นที่ไร่ที่ลดลง แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม — ท่วมหนักขึ้น 3 ปีติด!

การโยนบาปให้คนบนดอยเป็น “สินค้าขายง่าย” ของคนเมือง: ชนชั้นกลางในเมืองชอบคำอธิบายที่เรียบง่ายและไร้ความรับผิดชอบ เช่น “คนบนดอยตัดป่าทำไร่ พวกเราในเมืองเลยจมน้ำ” เพราะมันไม่ต้องทำให้คนเมืองกลับมาตั้งคำถามกับไลฟ์สไตล์ การใช้พลังงาน หรือการขยายตัวของผังเมืองตัวเอง

ภาพมายาของการแก้ปัญหา: พอชี้เป้าไปที่ชาวบ้านทำไร่ รัฐก็แค่ออกนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” หรือ “ปลูกป่าสร้างภาพ” ออกสื่อ ซึ่งเป็นทางออกที่ “ถ่ายรูปสวย (Photographable)” แต่ไร้ประสิทธิภาพเชิงอุทกวิทยาโดยสิ้นเชิง

2. จิตรกรรมฝาผนังปี 2424: หลักฐานที่ประจานความบอดทางนิเวศวิทยาการเมือง
น้ำท่วมใหญ่ท่าวังผาเมื่อปี 2424 (145 ปีก่อน) สมัยที่ไม่มีทั้งนายทุนเกษตรพันธสัญญา ไม่มีไร่ข้าวโพด และป่ายังเป็นป่าปฐมภูมิแน่นดอย คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ตบหน้านักคิดกำปั้นทุบดิน

น้ำท่วมเป็นลักษณะกายภาพ (Physical Characteristic) ไม่ใช่แค่เรื่องป่าหาย: ลุ่มน้ำน่านมีลักษณะเป็นรูปกรวย (Funnel-shaped Basin) และมีความชันสูงตามธรรมชาติ เมื่อเจอพายุระดับ Extreme Events น้ำย่อมไหลลงมารวมกันที่ท่าวังผาและเมืองน่านเป็นธรรมดา

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ป่า แต่คือ “จังหวะของฟ้า” และ “โครงสร้างมนุษย์”: ปัจจุบันเราเจอ Climate Collapse (สภาวะภูมิอากาศพังทลาย) พายุเข้าถี่และแรงขึ้น แต่สิ่งที่รัฐทำคือการมองปัญหานี้ผ่านเลนส์ของศตวรรษที่แล้ว — ไม่เคยเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการไหลของน้ำ (Flow Capacity) แต่กลับเสียเวลาไปนั่งนับไร่ข้าวโพด

3. “ป่าฉากทัศน์” กับการซุกปัญหาไว้ใต้พรม
ประสบการณ์ที่คุณขับรถผ่านเวียงสาแล้วพบว่าริมทางเขียวขจี แต่ข้างในโล่ง คืออุปมาอุปไมย (Metaphor) ของระบบราชการไทยได้ดีที่สุด:

ข้างหน้าสร้างภาพให้ดูดี (Greenwashing): รัฐและทุนชอบรายงานตัวเลขพื้นที่สีเขียวจากดาวเทียมเพื่อโชว์ KPI ว่า “ป่าไม่ลด”

ข้างหลังเสื่อมโทรมและกลวงเปล่า: ป่าที่เหลืออยู่ไม่ใช่ป่าที่มีฟังก์ชั่นทางนิเวศวิทยา (Ecological Functions) แต่เป็นป่าแตกสลาย (Fragmented Forest) ที่ไร้ชั้นทรงพุ่ม ไร้ดินอินทรีย์ที่สมบูรณ์ และไร้ระบบรากที่อุ้มน้ำ การรายงานสถิติของ GISTDA หรือกรมป่าไม้ จึงเป็นเพียงการ “รับรองความเขียวเชิงปริมาณ แต่ปิดบังความตายเชิงคุณภาพ”

ประเด็นนี้คือตัวอย่างระดับตำนาน (Classic Case Study) ในการรื้อถอนความคิดเรื่อง “การทำให้ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องอคติทางชนชั้น (Class Bias of Disasters)”:

“ตราบใดที่เรายังใช้สิ่งแวดล้อมศึกษาแบบดั้งเดิมที่ชี้หน้าด่า ‘ชาวบ้านปลูกข้าวโพด’ เป็นผู้ร้าย แต่ละเลยการตั้งคำถามต่อ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก’ ‘ผังเมืองที่บล็อกทางน้ำ’ และ ‘ความล้มเหลวในการเตือนภัยเชิงพื้นที่’… เราก็เป็นได้แค่นักอนุรักษ์นิยมตาบอด ที่ช่วยรัฐรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ ในขณะที่ปล่อยให้เมืองน่านจมโคลนต่อไปทุกๆ ปี”

การเลิกหา “แพะบนดอย” แล้วหันมามอง “ความจริงเชิงอุทกวิทยาและโครงสร้างอำนาจ” คือก้าวแรกที่จะทำให้การแก้ไขภัยพิบัติของไทยหลุดพ้นจากละครคุณธรรมหลอกเด็กเสียที