เชียงใหม่นอกจากปกคลุมด้วยหมอกพิษ ยังปกคลุมด้วยการสแกม
วันนี้ 30 มีนาคม 69 เชียงใหม่ปกคลุมด้วยหมอกพิษ
และปกคลุมด้วยการสแกมที่ทำให้ประชาชนรู้สึกเหมือน “มีคนดูแล” แต่กลับต้อง “ตายผ่อนส่ง” หรือ “แบกความเสี่ยงเอง”
ไม่ว่าจะเป็น การสแกมด้วย “พิธีกรรมเชิงประจักษ์”ใช้รถฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศเพื่อลดฝุ่น PM2.5
(ซึ่งวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าลดได้แค่ฝุ่นขนาดใหญ่ในรัศมีไม่กี่เมตร)
เพื่อให้มีภาพออกสื่อว่า “ได้ทำแล้ว” สร้างความสงบเรียบร้อยในหมู่ประชาชนว่ามีคนดูแลอยู่
ทั้งที่เป็นเพียงการเผาผลาญงบประมาณไปกับอีเวนต์
ไม่ว่าจะเป็นการสแกมด้วย “ตัวแปรพฤติกรรมส่วนบุคคล”
โยนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างให้กลายเป็น “ความรับผิดชอบของปัจเจก”
เมื่อฝุ่นวิกฤต รัฐบอกให้ “ใส่หน้ากาก-งดกิจกรรมกลางแจ้ง”
เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นออกจาก “ความรับผิดชอบของรัฐ”
รัฐกลายเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ แทนที่จะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นการสแกมด้วย “ข้อมูลที่ถูกกักขัง
ใช้เทคโนโลยีและดาต้ามาสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ไม่นำไปสู่การตัดสินใจที่ปกป้องชีวิต
ประกาศปาวๆ เรามีแอปพลิเคชัน Air4Thai
ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐมี “ข้อมูล” ครบถ้วน แต่เมื่อถึงวิกฤตจริง
ข้อมูลเหล่านี้กลับไม่ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการวิกฤต
ข้าราชการตัวเขื่อง กลับทำตัวเป็นจรเข้ขวางคลอง
กลัวขี้ตดหดหาย ปล่อยตามยถากรรม
แล้วค่อยไปเสนอหน้าหลังสถานการณ์สงบ
