เหตุใดสังคมไทยจึงอาจไม่มีคำว่า “วัฒนธรรมภัยพิบัติ” ในความหมายที่พึงประสงค์ แต่กลับมีสิ่งอื่นที่ขับเคลื่อนอยู่ใต้พรม

เหตุใดสังคมไทยจึงอาจไม่มีคำว่า “วัฒนธรรมภัยพิบัติ” ในความหมายที่พึงประสงค์ แต่กลับมีสิ่งอื่นที่ขับเคลื่อนอยู่ใต้พรม

1. วาทกรรม “วัฒนธรรมต้องเจริญงอกงาม” กับความเป็นจริงทางมนุษยวิทยา

ในทางมานุษยวิทยาร่วมสมัย นิยามของวัฒนธรรมได้ก้าวข้ามคำว่า “ความเจริญงอกงาม” (ซึ่งเป็นแนวคิดแบบกรอบคิดยุคอาณานิคมหรือราชาชาตินิยม) ไปสู่ “วิถีชีวิตและการปรับตัวเพื่อความยู่รอดของมนุษย์” (Way of life and Adaptation) ดังนั้น หากมองผ่านองค์ประกอบทั้ง 6 ข้อที่คุณระบุมา สังคมไทยไม่ได้ “ขาด” องค์ประกอบของวัฒนธรรม แต่สิ่งที่เรากำลังสร้างขึ้นมา (สะท้อนผ่านข้อ 1, 2, 6 ที่คุณตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญงอกงาม) ในทางนิเวศวิทยาการเมืองและมนุษยวิทยา เราอาจไม่ได้เรียกว่ามันไม่มีวัฒนธรรมภัยพิบัติ แต่มันคือ “วัฒนธรรมการปรับตัวแบบจำนน” (Culture of Submissive Adaptation) หรือ “วัฒนธรรมความเปราะบาง” (Culture of Vulnerability)

2. ทำไมสังคมไทยถึงไม่มี “วัฒนธรรมภัยพิบัติ” (Disaster Culture) ในเชิงบวก?

การที่สังคมไทยไม่ยอมรับหรือไม่มีคำศัพท์ “วัฒนธรรมภัยพิบัติ” ในฐานะบรรทัดฐานที่นำไปสู่ความปลอดภัย (Safety Culture) สามารถอธิบายได้ด้วยกรอบคิด 3 ด้าน ดังนี้

2.1 เศรษฐศาสตร์การเมือง: การผูกขาดการจัดการและการทำให้กลายเป็น “เรื่องสงเคราะห์”
ในสังคมที่มีวัฒนธรรมภัยพิบัติที่เข้มแข็ง (เช่น ญี่ปุ่น) ภัยพิบัติถูกมองเป็น “โครงสร้างเชิงอำนาจและหน้าที่ของรัฐและพลเมือง” แต่ในสังคมไทย ภัยพิบัติมักถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งความสงเคราะห์และจริยธรรมส่วนบุคคล” (การบริจาค, การเยียวยาเป็นครั้งคราว)

      • เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรทัดฐานที่สังคมเรียนรู้ร่วมกัน (ข้อ 2 และ 5) จึงไม่ใช่การสร้างระบบเตรียมพร้อมเชิงโครงสร้าง แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะ “รอรับความช่วยเหลือ” หรือ “ยอมรับเงื่อนไขเพื่อแลกกับสิ่งตอบแทน” ตามที่คุณตั้งสังเกตในข้อ 3 ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมือง

2.2 นิเวศวิทยาการเมือง: การทำให้ภัยพิบัติเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ไม่ใช่เรื่อง “โครงสร้าง”
การที่สังคมไทยแก้ไขสถานการณ์โดย “ฝ่าฝืนคุณธรรมจริยธรรม” (ข้อ 6) เช่น การบุกรุกพื้นที่รับน้ำ การจัดการที่ดินที่ไม่เป็นธรรม เกิดจากการที่ความรู้และภูมิปัญญา (ข้อ 4) ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้น (Short-termism) สังคมไทยมองภัยพิบัติเป็นเรื่องของโชคชะตา ฟ้าฝน หรือความโชคร้าย (Fatalism) มากกว่าจะมองว่าเป็นผลลัพธ์จากการจัดการทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม

2.3 มนุษยวิทยาการเมือง: บรรทัดฐานแห่ง “ความชินชา” (Normalization of Crisis)
เมื่อพิจารณาข้อ 1 (มีความคิดร่วมกัน) สิ่งที่คนไทยคิดร่วมกันในปัจจุบันอาจไม่ใช่ “แนวทางป้องกัน” แต่เป็น “ความชินชาและยอมจำนนต่อภัยพิบัติ” จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ สังคมสร้างกลไกการรับมือ (Coping Mechanism) ผ่านความตลกขำขัน หรือการปลงตก ซึ่งในมุมหนึ่งมันคือการปรับตัวเพื่อให้มีชีวิตรอดทางจิตวิทยา แต่วิธีคิดนี้กลับไปบดบังการตั้งคำถามเชิงนโยบายและการสร้างระบบนิรภัยที่ยั่งยืน

“สังคมไทยคงไม่มีคำศัพท์ วัฒนธรรมภัยพิบัติ” นั้น ถูกต้องอย่างยิ่งหากเรามองในมิติของความเจริญงอกงาม (Civilization) เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ไม่ได้นำไปสู่ความเจริญหรือความปลอดภัยที่ยั่งยืนของมนุษย์ แต่หากมองในมุมกลับ สังคมไทยกำลังมี “วัฒนธรรมภัยพิบัติที่บิดเบี้ยว” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ถูกหล่อหลอมด้วยโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เหลื่อมล้ำ ทำหน้าที่เพียงช่วยให้คน “รอดชีวิตไปวันๆ” แต่ไม่ได้ “มั่นคงปลอดภัย”