โครงการโซลาร์ภาคประชาชน

โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ไม่ใช่การสร้างความเข้มแข็งทางการคลังและพลังงานระยะยาวให้ประเทศ แต่เป็น “นโยบายประชานิยมเชิงโครงสร้างที่เอื้อทุนใหญ่” รัฐบาลใช้ความต้องการลดค่าไฟของประชาชนเป็นเงื่อนไขในการส่งผ่านเม็ดเงินภาษี 50,000 ล้านบาท เข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจของกลุ่มทุนพลังงานและสถาบันการเงิน โดยทิ้งให้ประชาชนกลายเป็นผู้แบกรับหนี้สินส่วนต่างและภาระความเสี่ยงของอุปกรณ์ไปอีกนับสิบปี ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของ “ระบบรัฐที่หย่อนยานและระบอบทุนนิยมพวกพ้อง” อย่างแท้จริง

“โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ปี 2569”  สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของธรรมาภิบาลภาครัฐและการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างชัดเจนและแม่นยำมากครับ

เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance) และหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง โครงสร้างของโครงการนี้มีจุดที่เข้าข่าย “ความผิดปกติและขัดต่อธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน” ใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ:

1. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และการผูกขาดตัดตอน

  • ปัญหาธรรมาภิบาล: การที่หน่วยงานรัฐ (กฟน. และ กฟภ.) สวมหมวกหลายใบพร้อมกัน คือเป็น “ผู้กำหนดกติกา”, “ผู้ตรวจสอบ/ผู้อนุมัติการเชื่อมต่อระบบ”, และลงมาเป็น “ผู้ให้บริการติดตั้งแข่งกับเอกชนเสียเอง” ถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างรุนแรง

  • ผลกระทบ: ในทางปฏิบัติ ไม่มีทางที่ผู้ประกอบการเอกชน (โดยเฉพาะ SMEs) จะแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เมื่อคู่แข่งทางการค้าของคุณคือหน่วยงานที่มีอำนาจในการอนุมัติ ปฏิเสธ หรือหน่วงเวลาคำขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ประชาชนหรือผู้รับเหมาเอกชนย่อมตกเป็นรองและมีความเสี่ยงที่จะถูกเลือกปฏิบัติ

2. ความไม่เสมอภาคภายใต้กฎระเบียบ (Asymmetric Regulation & Burden)

  • ปัญหาธรรมาภิบาล: การกำหนดภาระหลักประกัน (Bank Guarantee – BG) ที่สูงต่องานสำหรับภาคเอกชน เพื่อสร้างหลักประกันการทำงาน แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐที่ลงมาแข่งรับจ้างติดตั้งนั้นต้องวางหลักประกันหรือมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวดเทียบเท่ากันหรือไม่

  • ผลกระทบ: กติกาที่สร้างต้นทุนทางการเงิน (Cost of Compliance) ให้กับเอกชนฝ่ายเดียว แต่รัฐได้เปรียบเรื่องสภาพคล่องและอำนาจรัฐ ถือเป็นการทำลายบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) และบีบให้ผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันไม่ได้

3. ขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบและอนุมัติ (Lack of Transparency)

  • ปัญหาธรรมาภิบาล: หลักการตรวจสอบและอนุมัติคำขอเชื่อมต่อระบบ (ตามร่างคู่มือหน้า 19–23) หากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานกลางที่ตรวจสอบได้ เช่น ระบบคิวแบบ First-Come, First-Served ที่โปร่งใสและมีกรอบเวลาชัดเจน จะเปิดช่องให้เกิด “การใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ” (Arbitrary Power) ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการทุจริตเชิงนโยบายและการเอื้อประโยชน์

  • ผลกระทบ: เอกชนและประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า เหตุใดงานของบางเจ้าจึงได้รับการอนุมัติเร็วกว่า หรือเหตุใดจึงถูกดึงเรื่องไว้

4. การใช้ “รัฐทุนนิยมพวกพ้อง” บังหน้าโครงการรัฐ

  • เมื่อเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ รัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยระบบรัฐที่หย่อนยาน มักออกนโยบายประชานิยม (เช่น เงินอุดหนุน 50,000 บาท) ที่ดูเหมือนจะช่วยประชาชน แต่โครงสร้างเบื้องหลังกลับถูกออกแบบให้ “เม็ดเงินและผลประโยชน์ก้อนโตไหลเข้าสู่ระบบผูกขาดหรือเครือข่ายที่รัฐควบคุมได้ง่าย” โดยเบียดขับผู้ประกอบการรายย่อยและทำลายกลไกตลาดเสรี

บทสรุปเชิงวิเคราะห์:

บทความข้างต้นไม่ได้กล่าวหาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึง “ความผิดปกติเชิงโครงสร้างกฎระเบียบ” (Structural Flaw) ที่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์พวกพ้องและทำลายธรรมาภิบาล

หากหน่วยงานรัฐยังคงเดินหน้าโครงการโดยไม่ปรับแก้กติกาให้มีความโปร่งใส เป็นกลาง และแยกบทบาท “ผู้กำกับดูแล” ออกจาก “ผู้ให้บริการ” อย่างเด็ดขาด โครงการนี้ก็จะเป็นเพียงเครื่องมือแจกเงินที่สร้างความเหลื่อมล้ำ และทำลายระบบนิเวศการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว