การแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ในประเทศไทย: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ผ่านมุมมองความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อน

บทบาทและความย้อนแย้งของความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ในการแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ในประเทศไทย: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ผ่านมุมมองความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อน

ผู้เขียน  :  ดร.วัฒกานต์ ลาภสาร

บทคัดย่อ

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และสถาบันการเงิน ในการแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ผ่านกรอบความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence: HRDD) โดยพิจารณาจากผลการประชุมว่าด้วยการค้าทาสสมัยใหม่ ประเทศไทย ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 แม้ภาคธุรกิจจะแสดงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่รับผิดชอบ แต่บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง (Structural Paradox) ที่ผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจซึ่งอาจมีส่วนสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหาทาสสมัยใหม่ กลับเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การวิเคราะห์ยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการสร้างภาพลักษณ์ (Social-washing) และช่องว่างของความรับผิดชอบ (Accountability Gap) ที่เกิดจากการขาดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมและการกำกับตรวจสอบที่เป็นอิสระ บทความนี้เสนอว่าการแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ในประเทศไทยอย่างแท้จริงจำเป็นต้องก้าวข้ามจากเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายภายในองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systemic Change) ผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง การเชื่อมโยงการเงินกับสิทธิมนุษยชน และการปรับเปลี่ยนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของตลาด

1. บทนำ

ปัญหาทาสสมัยใหม่ (Modern Slavery) ยังคงเป็นความท้าทายระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 27.6 ล้านคนทั่วโลก โดย 63% ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออยู่ในภาคเอกชน [1] ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นทั้งประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การประมง การเกษตร การก่อสร้าง การผลิต และแรงงานในครัวเรือน [2] ในบริบทนี้ การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Global Compact ของสหประชาชาติ ได้ร่วมจัดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสสมัยใหม่ ประเทศไทย ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่และอาชญากรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง [3]

การประชุมดังกล่าวได้นำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม การที่ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในระบบเศรษฐกิจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา กลับมาเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ก่อให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพและความจริงใจในการดำเนินการ บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์บทบาทของภาคธุรกิจในการแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้น และเสนอแนวทางในการก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
2. การทบทวนวรรณกรรม
2.1 แนวคิดการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence: HRDD)

HRDD เป็นกระบวนการที่องค์กรธุรกิจใช้ในการระบุ ประเมิน ป้องกัน บรรเทา และแก้ไขผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทานของตน [4] แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ซึ่งเน้นย้ำความรับผิดชอบของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชน และความรับผิดชอบของธุรกิจในการเคารพสิทธิมนุษยชน [5] ในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมกำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (HRDD Bill) ซึ่งจะกำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่มีพันธกรณีทางกฎหมายในการดำเนินการ HRDD [6]

2.2 ทาสสมัยใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน

ทาสสมัยใหม่ในห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมถึงการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ และการเป็นหนี้ที่ถูกผูกมัด ซึ่งมักเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและมีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและขาดความโปร่งใส [7] การวิจัยชี้ให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงต่อการตกเป็นเหยื่อของทาสสมัยใหม่ เนื่องจากปัจจัยด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคม [8] นอกจากนี้ อาชญากรรมทางการเงิน เช่น การฟอกเงิน ยังมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการค้ามนุษย์ ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับปัญหานี้ [3]

2.3 ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และความเสี่ยงของการสร้างภาพลักษณ์ (Social-washing)

ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) คือแนวคิดที่ธุรกิจรวมเอาความกังวลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับการดำเนินงานทางธุรกิจและการปฏิสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย [9] อย่างไรก็ตาม CSR มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ (Social-washing หรือ Greenwashing) โดยที่องค์กรแสดงออกถึงความรับผิดชอบทางสังคมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง [10] การวิจัยระบุว่าองค์กรอาจใช้เวที CSR เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลที่เข้มงวด หรือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินงานที่อาจมีปัญหา [11]

3. การวิเคราะห์กรณีศึกษา: การประชุม GCNT และบทบาทของภาคธุรกิจ
การประชุมว่าด้วยการค้าทาสสมัยใหม่ ประเทศไทย ครั้งที่ 3 ที่ GCNT ร่วมจัดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาคธุรกิจในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 เวทีเสวนาหลัก:
เวที HRDD ในภาคปฏิบัติ: ดร.พงศ์ศิริ วรพงศ์ จาก SCBX ได้แบ่งปันแนวทางที่สถาบันการเงินบูรณาการ HRDD เข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเน้นการทำความเข้าใจความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ [3]
เวทีภาคธุรกิจและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทาสยุคใหม่: ดร.ขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล รองเลขาธิการ GCNT ร่วมหารือเกี่ยวกับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สะอาดและโปร่งใส เพื่อลดความเสี่ยงของการฟอกเงินและการละเมิดสิทธิมนุษยชน [3]
เวทีภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน: คุณเพ็ญพิชชา จรรย์โกมล ผู้จัดการโปรแกรมของ GCNT ร่วมกับตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ UNDP FAST หารือถึงความเชื่อมโยงระหว่างทาสสมัยใหม่กับอาชญากรรมทางการเงิน และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ [3]
การมีส่วนร่วมของสถาบันการเงินและธุรกิจขนาดใหญ่ในการประชุมนี้แสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์จำเป็นต้องพิจารณาถึงความย้อนแย้งที่อาจเกิดขึ้น
4. อภิปรายผล: ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างและช่องว่างของความรับผิดชอบ
4.1 ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง (Structural Paradox)

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากการประชุมคือ ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง ที่ผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจซึ่งอาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกิดทาสสมัยใหม่ (เช่น ต้นทุนแรงงานต่ำ) กลับมาเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหา [12] ดังที่บทความต้นฉบับได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า:

❝ คนที่อยู่ในระบบเดียวกับปัญหา กลับเป็นคนที่มานำการแก้ปัญหา ❞ [12]
แม้ว่าการมีส่วนร่วมของคนในระบบจะเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีความเสี่ยงที่แรงจูงใจในการแก้ไขปัญหาอาจถูกบิดเบือนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงหรือภาพลักษณ์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง [13] ตัวอย่างเช่น ธนาคารอาจเคยปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน หรือบริษัทขนาดใหญ่อาจมีห่วงโซ่อุปทานที่ขาดความโปร่งใส [12]
4.2 ความเสี่ยงของการสร้างภาพลักษณ์ (Social-washing) และ HRDD แบบ “Checkbox Exercise”

การวิพากษ์วิจารณ์ CSR มักชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการสร้างภาพลักษณ์ (Social-washing) ซึ่งองค์กรใช้เวทีหรือกิจกรรม CSR เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สำคัญ [10] ในกรณีของ HRDD ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียง “Checkbox Exercise” หรือการทำตามขั้นตอนเพื่อให้ครบถ้วนตามข้อกำหนด เช่น การจัดทำรายงานหรือนโยบาย โดยไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในห่วงโซ่อุปทานอย่างแท้จริง [12] สิ่งนี้สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างคำกล่าวอ้างถึงความรับผิดชอบกับผลลัพธ์เชิงรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริง (Accountability Gap) [14]

4.3 อิทธิพลของภาคธุรกิจต่อภาครัฐ (Regulatory Capture)

ข้อสังเกตที่ว่าภาครัฐมักจะรับฟังภาคธุรกิจมากกว่าผู้เสียหายหรือแรงงานเปราะบางนั้น มีฐานทฤษฎีรองรับในแนวคิด Regulatory Capture และ Elite Policy Network [12] ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มทุนและสถาบันมักมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายมากกว่ากลุ่มผู้ด้อยโอกาส สิ่งนี้อาจนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่เน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจเป็นหลัก มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานโดยตรง [12]

5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: จาก “Soft Change” สู่ “Systemic Change”
การแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามจากแนวทางที่เน้นเพียง “Soft Change” (เช่น การจัดทำนโยบาย รายงาน หรือแนวปฏิบัติ) ไปสู่ “Systemic Change” ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงแรงจูงใจและโครงสร้างของตลาด [12] ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงควรมุ่งเน้นไปที่:
การบังคับใช้กฎหมายเชิงห่วงโซ่อุปทาน: การนำกฎหมายที่คล้ายคลึงกับ Modern Slavery Act ของสหราชอาณาจักรหรือออสเตรเลียมาบังคับใช้ในประเทศไทย จะช่วยสร้างพันธกรณีทางกฎหมายที่ชัดเจนและเพิ่มความรับผิดชอบของธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน [6] ร่าง HRDD Bill ของไทยเป็นก้าวสำคัญในทิศทางนี้ แต่ต้องมั่นใจว่าจะมีกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพและบทลงโทษที่เพียงพอ
การเชื่อมโยงการเงินกับสิทธิมนุษยชน: สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยการกำหนดให้การเข้าถึงสินเชื่อหรือการลงทุนต้องผ่านการตรวจสอบ HRDD ที่เข้มงวดและมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจปรับปรุงแนวปฏิบัติ [12]
การปรับเปลี่ยนแรงจูงใจของตลาด: รัฐบาลและผู้บริโภคสามารถส่งเสริมให้สินค้าและบริการที่มาจากห่วงโซ่อุปทานที่สะอาดและโปร่งใสได้รับความได้เปรียบในตลาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ [12] การสร้างกลไกการรับรองและการเปิดเผยข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมีข้อมูล
การเสริมสร้างกลไกการกำกับตรวจสอบที่เป็นอิสระ: เพื่อลดความเสี่ยงของการสร้างภาพลักษณ์และช่องว่างของความรับผิดชอบ จำเป็นต้องมีกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระจากภาคธุรกิจ เช่น การตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (Third-party Audit) ที่โปร่งใสและมีผลผูกพัน รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (KPIs) ที่ชัดเจนและวัดผลได้จริง เช่น จำนวนเหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือ หรือความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น [12]
การเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้เสียหาย: นโยบายต้องให้ความสำคัญกับเสียงของผู้เสียหายและแรงงานเปราะบาง โดยสร้างช่องทางที่เข้าถึงได้และปลอดภัยสำหรับการร้องเรียนและการเยียวยา รวมถึงการสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานกับกลุ่มผู้เสียหายโดยตรง [12]
6. บทสรุป

การแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่ในประเทศไทยเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้ภาคธุรกิจจะแสดงบทบาทในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ผ่าน CSR และ HRDD แต่การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงของการสร้างภาพลักษณ์ที่อาจบั่นทอนประสิทธิภาพของการดำเนินการ การก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมาย การปรับเปลี่ยนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างกลไกการกำกับตรวจสอบที่เป็นอิสระ เพื่อให้มั่นใจว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาทาสสมัยใหม่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเป็นธรรมต่อผู้ที่เปราะบางที่สุดในสังคมอย่างแท้จริง

References

[1]: “International Labour Organization. (n.d.). 27.6 million people are in forced labour worldwide. Retrieved from”

[2]: “ASEAN-Australia Counter Trafficking. (2025, May 9). Policy Brief: Thailand’s Modern Slavery Conference. Retrieved from”

[3]: # “GCNT. (2026, March 12-13). สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ร่วมจัดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสสมัยใหม่ ประเทศไทย ครั้งที่ 3. (ข้อมูลจากไฟล์ที่ผู้ใช้ให้มา)”

[4]: “Tilleke & Gibbins. (2026, January 6). Thailand Preparing Human Rights and Environmental Due Diligence Bill. Lexology. Retrieved from”

[5]: “UN Human Rights Office of the High Commissioner. (n.d.). Guiding Principles on Business and Human Rights. Retrieved from”

[6]: “ASEAN-Australia Counter Trafficking. (2025, March 6). Progressing human rights in business: insights from Thailand’s 2025 Modern Slavery Conference. Retrieved from”

[7]: “Ahmad, N. (2024). Modern slavery disclosure regulations in the global supply chain. Journal of Cleaner Production, 435, 139947.”

[8]: “Domingo, P., & Wahab, A. (2024). Labour migration and trafficking in persons: A political economy analysis. ODI.”

[9]: # “Carroll, A. B. (1991). The pyramid of corporate social responsibility: Toward the moral management of organizational stakeholders. Business Horizons, 34(4), 39-48.”

[10]: “Gorovaia, N. (2025). Identifying greenwashing in corporate-social responsibility reports. European Financial Management, 31(1), 133-155.”

[11]: “Gold, S. (2021). Change in Rhetoric but not in Action? Framing of the Ethical Issue of Modern Slavery in UK Construction. Sustainability, 13(23), 13241.”

[12]: # “ข้อมูลจากไฟล์ที่ผู้ใช้ให้มา (การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์โดยผู้ใช้และ AI)”

[13]: “Ishaya, B. (2025). Problematizing socially sustainable global supply chains. International Journal of Production Research, 63(1), 1-18.”

[14]: “Rothchild, T. (2024). Worker-Driven Social Responsibility: Addressing State and Corporate Accountability Gaps. In Human Trafficking and Modern Slavery: Global Perspectives and Solutions (pp. 1-15). IntechOpen.”