ทุนผูกขาดกับนโยบายของรัฐ
กลุ่มทุนผูกขาดใช้วิธีการที่หลากหลายในการแทรกซึมและควบคุมกลไกการเข้ากำหนดนโยบาย เช่น
กลุ่มทุนส่งคนของตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ปรึกษา หรือคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ
สภาหอการค้าหรือสมาคมอุตสาหกรรมกลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารความต้องการของกลุ่มทุนใหญ่ต่อรัฐ ในขณะที่เสียงของ SME หรือแรงงานกลับแทบไม่มีน้ำหนักในเวทีเหล่านี้
การใช้ “ผู้เชี่ยวชาญ” เป็นฉากบัง: บ่อยครั้งที่นโยบายเพื่อกลุ่มทุนจะถูกสร้างความชอบธรรมด้วยคำแนะนำจากนักวิชาการหรือสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเอกชนเหล่านั้น ทำให้ดูเหมือนเป็นนโยบายที่มีฐานทางวิชาการรองรับ
นี่คือการที่กลุ่มทุนผูกขาดใช้ในการกำหนดกติกา ออกแบบกฎหมาย และสร้างนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองได้ เด็ดซะละตี่เหลือกิน ประเทศไทย
- ปรากฏการณ์ “ประตูหมุน” (Revolving Door): การที่ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ปรึกษา หรือคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ แล้วกลับไปทำงานในภาคเอกชนอีกครั้ง วงจรนี้ทำให้นโยบายถูกออกแบบโดยคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวขัดแย้งกับหน้าที่สาธารณะ เช่น อดีตผู้บริหารจากกลุ่มพลังงานหรือโทรคมนาคมที่เข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจโดยไม่มีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
- การล็อบบี้ผ่านองค์กรธุรกิจ: สภาหอการค้าหรือสมาคมอุตสาหกรรมกลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารความต้องการของกลุ่มทุนใหญ่ต่อรัฐ ในขณะที่เสียงของ SME หรือแรงงานกลับแทบไม่มีน้ำหนักในเวทีเหล่านี้
- การใช้ “ผู้เชี่ยวชาญ” เป็นฉากบัง: บ่อยครั้งที่นโยบายเพื่อกลุ่มทุนจะถูกสร้างความชอบธรรมด้วยคำแนะนำจากนักวิชาการหรือสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเอกชนเหล่านั้น ทำให้ดูเหมือนเป็นนโยบายที่มีฐานทางวิชาการรองรับ
- นโยบายพลังงาน: โครงสร้างราคาถูกออกแบบให้บริษัทสัมปทานได้รับกำไรสูงจากทรัพยากรของชาติ แต่เมื่อราคาพลังงานแพง รัฐกลับบอกให้ประชาชน “ปรับทัศนคติ” หรือ “ประหยัด” แทนการแตะต้องโครงสร้างสัมปทานที่เป็นต้นตอ
- สินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV): แม้จะดูเหมือนนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัติกลับเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่และคนชั้นกลางที่มีฐานะกู้ได้ ในขณะที่คนจนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงที่สุดกลับไม่ได้รับประโยชน์
- นโยบายท่องเที่ยว: มักเป็นการแจกงบประมาณแบบกว้างๆ ที่สุดท้ายเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่เครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมอยู่แล้ว
- ฝุ่น PM2.5: แทนที่จะบังคับใช้กฎหมายมลพิษอย่างเข้มงวดกับโรงงานหรืออุตสาหกรรมเกษตรพันธสัญญาที่มีอิทธิพล รัฐกลับแนะนำให้ประชาชนซื้อหน้ากากและเครื่องฟอกอากาศเอง ซึ่งเป็นการสร้างตลาดใหม่ให้กลุ่มทุนอีกทางหนึ่งด้วย
- ราคาสินค้าเกษตรและของแพง: รัฐมักอ้างว่าปัญหามาจาก “การปรับตัวไม่ทัน” ของประชาชน โดยไม่พูดถึงโครงสร้างตลาดที่ถูกผูกขาดโดยพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ในห่วงโซ่อาหาร
