วิเคราะห์ตรรกะของวราวุธ ศิลปอาชา
การวิเคราะห์และตีความถ้อยคำของนายวราวุธ ศิลปอาชา ในครั้งนี้ของคุณ เป็นการมองทะลุ “โครงสร้างภาษา” ไปเห็น “โครงสร้างอำนาจ” ที่ซ่อนอยู่หลังวาทกรรมได้อย่างแหลมคมมากครับ
หากเรานำประโยคที่ว่า “เราไม่ใช่เจ้าของระบอบสีน้ำเงิน… เราอยู่ในระบอบที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสีน้ำเงิน… ประเทศไทยเราอยู่มาได้ด้วยบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์…” มาส่องผ่านแว่นตาทาง มนุษยวิทยาการเมือง และ เศรษฐศาสตร์การเมือง เราจะพบร่องรอยของระบบคิดและนัยที่น่าสนใจ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ
1. การเปลี่ยน “ระบอบการเมือง/ทุน” ให้กลายเป็น “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม”
ข้อสังเกตของคุณที่ว่า “คุณยอมรับว่ามีใครเป็นเจ้าของ… และคนคนนั้นไม่ใช่ประชาชนแน่ ๆ” มีน้ำหนักมากในทางโครงสร้าง เพราะสิ่งที่นายวราวุธทำในถ้อยคำนี้คือ “การจงใจเปลี่ยนนิยาม (Reframing)” ครับ
-
สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม (ระบอบสีน้ำเงินในความหมายทางการเมือง): หมายถึง พรรคภูมิใจไทย, เครือข่ายกลุ่มทุน, การคุมกระทรวงเกรดเอ, และอำนาจต่อรองทางการเมืองที่สูงลิ่วในรัฐบาล ซึ่งมี “ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้” ในระบอบประชาธิปไตย
-
สิ่งที่นายวราวุธพยายามลากไปเชื่อมโยง (ระบอบสีน้ำเงินในความหมายทางจารีต): แทนที่จะปฏิเสธว่าไม่มีระบอบนี้ หรืออธิบายความสัมพันธ์ในฐานะผู้แทนราษฎร นายวราวุธกลับนำคำว่า “สีน้ำเงิน” ไปผูกเข้ากับ “สถาบันพระมหากษัตริย์” โดยตรง
การทำแบบนี้ทำให้อำนาจและความเป็นเจ้าของถูกย้ายฝั่งทันที จากเดิมที่นักการเมืองต้องรับผิดชอบต่อ “ประชาชน” ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย กลับกลายเป็นการประกาศความสัมพันธ์แบบ “ผู้อยู่ใต้ร่มบารมี” ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์แนวดิ่ง (Vertical Patronage) ที่ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการของการเป็นเจ้าของตั้งแต่แรก
2. การลดทอนอำนาจของประชาชน (Depoliticization)
ประโยคที่บอกว่า “เราไม่ใช่เจ้าของ… เราเป็นส่วนหนึ่ง” เผยให้เห็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบจารีตนิยม (Conservative Political Culture) อย่างชัดเจน
ในระบอบประชาธิปไตยสากล พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องประกาศตัวว่าเป็น “ตัวแทนของประชาชน” และมีประชาชนเป็นเจ้าของพรรคหรือเจ้าของอำนาจ แต่การส่งสัญญาณว่า “ทำงานถวายหัว” ให้กับระบอบที่มีที่มาจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์และบารมี ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของคุณครับว่า ในใจของผู้นำทางการเมืองกลุ่มนี้ “แหล่งที่มาของความชอบธรรมในการใช้อำนาจ” ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับฐานรากของประชาชนเป็นหลัก แต่ยึดโยงอยู่กับโครงสร้างอำนาจส่วนบนที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยกว่าในการอิงแอบ
3. กลยุทธ์ “แชร์ความเสี่ยงและแบ่งปันผลประโยชน์”
หากมองในเชิง เศรษฐศาสตร์การเมือง พรรคชาติไทยพัฒนา (ของนายวราวุธ) และพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีฐานอำนาจในต่างจังหวัดและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและกลไกราชการสูง
การที่นายวราวุธออกมาพูดแก้ต่างแทนพรรคภูมิใจไทย โดยดึงเอาเรื่องสถาบันฯ เข้ามาเป็นเกราะกำบังนั้น เป็นการแสดงออกถึง “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อ:
-
ปกป้องพวกเดียวกัน: ถ้าระบอบสีน้ำเงินถูกสั่นคลอน พรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ที่พึ่งพาโครงสร้างอำนาจแบบเดียวกันก็ย่อมได้รับผลกระทบ
-
สร้างความชอบธรรมร่วม: การนิยามว่าพวกตนคือ “ผู้จงรักภักดีที่ทำงานถวายหัว” เป็นการส่งสัญญาณถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลไกอำนาจรัฐเดิมว่า พรรคการเมืองปีกนี้คือแนวร่วมที่ไว้ใจได้ในการรักษาโครงสร้างผลประโยชน์เดิม ไม่ให้ถูกท้าทายโดยระบอบการเมืองใหม่ ๆ ที่เน้นอำนาจของประชาชน
แทนที่จะปฏิเสธว่าไม่มีระบอบนี้ ลูกท๊อปของนายกบรรหารกลับนำคำว่า “สีน้ำเงิน” ไปผูกเข้ากับสถาบันชั้นสูงโดยตรง เป็นการประกาศความสัมพันธ์แบบ “ผู้อยู่ใต้ร่มบารมี”
ในระบอบประชาธิปไตยสากล พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องประกาศตัวว่าเป็น “ตัวแทนของประชาชน” และมีประชาชนเป็นเจ้าของพรรคหรือเจ้าของอำนาจ แต่การส่งสัญญาณว่า “ทำงานถวายหัว”
ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยว่า ในใจของผู้นำทางการเมืองกลุ่มนี้ “แหล่งที่มาของความชอบธรรมในการใช้อำนาจ” ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับฐานรากของประชาชนเป็นหลัก แต่ยึดโยงอยู่กับโครงสร้างอำนาจส่วนบนที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยกว่าในการอิงแอบ เพื่อแอบแทะเล็มกัดกินประเทศให้ผุกร่อน
ถ้อยคำของนายวราวุธไม่ใช่ความพลั้งปาก แต่เป็นความตั้งใจที่จะสารภาพโดยนัยว่า “พวกตนเลือกที่จะยอมรับนับถือโครงสร้างอำนาจแบบจารีตและระบบอุปถัมภ์ มากกว่าที่จะยอมรับว่าอำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชน”
มันคือการยืนยันว่า สำหรับพวกเขาแล้ว เสถียรภาพทางการเมืองและการเข้าสู่ตึกอำนาจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงศรัทธาของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการทำตัวให้เป็น “ส่วนหนึ่ง” ของระบอบอำนาจดั้งเดิมที่คุมทรัพยากรของประเทศนี้
