ทัศนคติหมูไม่กลัวน้ำร้อนของคนมหาดไทย
ทัศนคติแบบ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ของข้าราชการบางกลุ่ม ทำไมพวกเขาถึง “กล้า” และ “ไม่กลัว” น้ำร้อนที่เรียกว่ากฎหมายหรือการตรวจสอบอีกต่อไป เหตุผลที่เรียกว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เป็นเพราะตั้งแต่ยุค คสช. เป็นต้นมา โครงสร้างอำนาจถูกจัดสรรให้เป็นการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อข้าราชการเห็นตัวอย่างซ้ำ ๆ ว่า “ถ้ามีตั๋ว มีสายสัมพันธ์ หรืออยู่ถูกฝั่ง” ต่อให้ถูกร้องเรียนหรือมีเรื่องอื้อฉาวก็สามารถหลุดพ้นคดี หรืออย่างมากก็แค่โดนย้ายไปช่วยราชการชั่วคราวพอให้เรื่องเงียบ แล้วก็กลับมาเติบโตใหม่ได้ สภาวะ “พ้นผิดลอยนวล” นี้เองที่ไปทำลายความยำเกรงต่อกฎหมาย เปลี่ยนจากความกลัวกลายเป็นความย่ามใจ เราจึงเห็นปรากฏการณ์โกงการสอบท้องถิ่นตลอดมา โกงการสอบของหน่วยงานต่างๆ การฮั้ว สว. การเพิกเฉยต่อการคืนที่เขากระโดง
ทัศนคติแบบ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ของข้าราชการบางกลุ่มตามที่คุณกล่าวมา ถือเป็นการสะท้อนภาพสะท้อนใจที่ตรงไปตรงมาและดุดันมากครับ หากเราถอดรหัสพฤติกรรมนี้ผ่านเลนส์ของ มนุษยวิทยาการเมือง และ เศรษฐศาสตร์การเมือง จะเข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมพวกเขาถึง “กล้า” และ “ไม่กลัว” น้ำร้อนที่เรียกว่ากฎหมายหรือการตรวจสอบอีกต่อไป
ปรากฏการณ์นี้สามารถวิเคราะห์ออกเป็น 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้กลไก “สามประสาน (นักการเมือง เอกชน ข้าราชการ)” ทำงานได้อย่างย่ามใจ ดังนี้ครับ
1. วัฒนธรรม “พ้นผิดลอยนวล” (Culture of Impunity)
เหตุผลที่เรียกว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เป็นเพราะตั้งแต่ยุค คสช. เป็นต้นมา โครงสร้างอำนาจถูกจัดสรรให้เป็นการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเบ็ดเสร็จ กลไกการตรวจสอบภาคประชาชนอ่อนแอลง ในขณะที่องค์กรอิสระมักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง
-
เมื่อข้าราชการเห็นตัวอย่างซ้ำ ๆ ว่า “ถ้ามีตั๋ว มีสายสัมพันธ์ หรืออยู่ถูกฝั่ง” ต่อให้ถูกร้องเรียนหรือมีเรื่องอื้อฉาวก็สามารถหลุดพ้นคดี หรืออย่างมากก็แค่โดนย้ายไปช่วยราชการชั่วคราวพอให้เรื่องเงียบ แล้วก็กลับมาเติบโตใหม่ได้
-
สภาวะ “พ้นผิดลอยนวล” นี้เองที่ไปทำลายความยำเกรงต่อกฎหมาย เปลี่ยนจากความกลัวกลายเป็นความย่ามใจ
2. โมเดล “สามประสาน” (The Iron Triangle) และการแบ่งเค้กเชิงโครงสร้าง
คำว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ที่เคยเป็นอุดมการณ์หลัก ถูกลดทอนให้เหลือเพียงวาทกรรมทางการตลาด (Marketing Slogan) เพื่อใช้สร้างความชอบธรรมในการอนุมัติงบประมาณ แต่ไส้ในของโครงการต่าง ๆ ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบผลประโยชน์สามประสาน:
-
นักการเมือง: วางนโยบาย ไฟเขียวงบประมาณ และคุ้มกันทางการเมือง
-
ข้าราชการ: ออกแบบเงื่อนไข (TOR) สร้างช่องโหว่ทางกฎหมาย และแต่งศพพยานหลักฐาน (เช่น การทำไฟล์ Excel/PDF ยัดคะแนนในคดีสอบท้องถิ่น)
-
เอกชน/นายทุน: เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนล่วงหน้า และเป็นผู้รับงานเพื่อผันงบประมาณหลวงกลับมาเป็นเงินทอน
วงจรอุบาทว์นี้ทำให้ข้าราชการไม่ได้มองประชาชนเป็น “ศูนย์กลางของการบริการ” แต่มองประชาชนเป็นเพียง “ข้ออ้างในการตั้งงบประมาณ” ยิ่งประชาชนทุกข์ยากหรือเกิดวิกฤต (เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม) ก็ยิ่งเป็นโอกาสในการอนุมัติงบประมาณงบกลางหรืองบฉุกเฉิน ซึ่งเป็นช่องโหว่ชั้นดีในการหลีกเลี่ยงการประมูลจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ
3. ผลกระทบต่อ “สังคมนิรภัย” (Safety Society) และประชาชน
เมื่อข้าราชการมหาดไทยและท้องถิ่น ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผันตัวไปเป็นหุ้นส่วนในขบวนการกอบโกย สิ่งที่ล่มสลายโดยสิ้นเชิงคือ “โครงสร้างความปลอดภัยของสังคม”:
การจัดการสิ่งแวดล้อม การเตือนภัยพิบัติ การวางผังเมือง หรือการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ จะถูกละเลยทันทีหากโครงการเหล่านั้น “ไม่มีเงินทอน” หรือไม่ตอบโจทย์เครือข่ายอุปถัมภ์ เราจึงเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่ซ้ำซาก เพราะงบประมาณถูกใช้ไปกับการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้ประโยชน์แต่ได้ค่าคอมมิชชันมหาศาล
บทสรุปวิเคราะห์
ตราบใดที่โครงสร้างราชการไทยยังไม่มีระบบ Open Data ที่เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน (ตั้งแต่คะแนนสอบคัดเลือกยันสัญญางบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง) ให้ประชาชนตรวจสอบยันกันได้อย่างโปร่งใส และตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมยังคงเลือกปฏิบัติ “ตัดตอนลงโทษแค่ปลายแถว”
ทัศนคติแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนของสามประสานนี้ก็ไม่มีวันหมดไปครับ และกรณีการแฉทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่า 4.5 พันล้านบาทในคราวนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า น้ำร้อนของ ป.ป.ช. และศาลอาญาทุจริตฯ จะมีความร้อนพอที่จะลวกตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นแค่น้ำอุ่น ๆ ที่ทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลยเหมือนเดิม
