ตั้งแต่ปี 2545 ประเทศไทยได้เพิ่มหน่วยงานขึ้นใหม่เพื่อดูแล บริหารจัดการด้านสาธารณภัย จวบจนถึงปี 2569 เป็นเวลา 24 ปี ที่เรามีข้าราชการที่มีภาระความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง เมื่อเราพิจารณาว่าประชาชนชาวไทยได้อะไรกับงบประมาณ ปีละ 6-7 พันล้านบาท ก็จะพบว่า ประชาชนไทยอยู่ในภาวะหนีเสือปะจรเข้ ผลการศึกษาความมั่นคงของชาวไทยด้านภัยพิบัติ อยู่ในเกณฑ์ต่ำ และหากดูจากภาระและอัตราผลตอบแทน
การวิเคราะห์ “ภาระ vs ผลตอบแทน” (cost-benefit หรือ efficiency) ของระบบบริหารจัดการสาธารณภัยในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อปี 2545 (ค.ศ. 2002) จนถึงปี 2563 (ค.ศ. 2020) และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
บริบทการจัดตั้งหน่วยงานใหม่
- ปี 2545: ประเทศไทยปรับโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ (Government Reform) และตั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) ภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดยรวมภารกิจที่กระจัดกระจายจากหลายกรม (เช่น กรมโยธาธิการ กรมป่าไม้ ฯลฯ) มาไว้ที่เดียว เพื่อให้มีหน่วยงานกลางดูแลการป้องกัน บรรเทา และฟื้นฟูภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
- ปี 2550: ออกพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ทำให้ ปภ. เป็นหน่วยงานหลัก (focal point) อย่างชัดเจน
- ผลคือ มีข้าราชการและโครงสร้างเฉพาะทางเพิ่มขึ้น (ข้อมูลปี 2559 มีบุคลากรประมาณ 4,578 คน) พร้อมแผนชาติ แผนปฏิบัติการ และความร่วมมือกับต่างประเทศ (เช่น Sendai Framework)
งบประมาณประจำปี
งบของ ปภ. อยู่ที่ระดับ ปีละหลายพันล้านบาท (ข้อมูลปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 5.2 พันล้านบาท สำหรับรายจ่ายกรม + บุคลากรอีกกว่า 1.3 พันล้าน รวมราว 6.6 พันล้านบาท) ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข 6-7 พันล้านที่กล่าวถึง นอกจากนี้ยังมีงบกลางช่วยเหลือผู้ประสบภัย (หลายพันล้านต่อเหตุการณ์ใหญ่) และงบของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง (เช่น การชลประทาน โยธาธิการ) อีกเป็นหมื่นล้านบาทต่อปี
งบส่วนใหญ่ไปที่:
- ลงทุนครุภัณฑ์ (รถกู้ภัย เรือ เครื่องสูบน้ำ โดรน ฯลฯ)
- ดำเนินงาน ฝึกอบรม เตือนภัย
- ช่วยเหลือเยียวยา (ซึ่งมักใช้หลังเกิดเหตุมากกว่า)
ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ: “หนีเสือปะจรเข้” และความมั่นคงต่ำ
คำว่า “หนีเสือปะจรเข้” สะท้อนปัญหาโครงสร้างและการจัดการยังไม่เพียงพอ แม้มีหน่วยงานและงบประมาณเฉพาะทางแล้ว:
- ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติยังสูง:
- น้ำท่วมเป็นภัยหลัก (เกิดบ่อยที่สุด) ตามด้วยแล้ง ไฟป่า พายุ ฯลฯ
- ตัวอย่างใหญ่: น้ำท่วมปี 2554 (เสียหายหลายแสนล้าน), น้ำท่วมหาดใหญ่ซ้ำซาก, ภัยแล้งประจำปี
- แม้มีระบบเตือนภัย แต่ “last mile” (ส่งถึงประชาชน) ยังอ่อนแอ เช่น หอเตือนภัยเสียบ้าง ไม่ครอบคลุม หรือประชาชนไม่เข้าใจ/ไม่เชื่อ
-
ผลการศึกษาความพร้อม/ความมั่นคงด้านภัยพิบัติต่ำ
-
หลายรายงาน (ทั้งจากไทยและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNDRR, ADPC) ชี้ว่า DRR (Disaster Risk Reduction) ในไทยยังเป็น “reactive” (แก้หลังเกิดเหตุ) มากกว่า “proactive” (ป้องกันล่วงหน้า)
- ความรู้และการเตรียมพร้อมของประชาชนในระดับชุมชนยังจำกัด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
- การประสานงานระหว่างหน่วยงาน (ส่วนกลาง-ท้องถิ่น-เอกชน) ยังติดขัด แผนมีแต่ขาดการซ้อมและบังคับใช้จริง
- ตัวชี้วัดความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยดีขึ้นบ้าง แต่ยังเผชิญช่องโหว่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ที่ดิน และ climate change
-
-
อัตราผลตอบแทน (Return on Investment) ต่ำ
- ภาระสูง: งบบุคลากร ลงทุนเครื่องมือ และช่วยเหลือหลังภัย (ซึ่งมักซ้ำซาก) กินสัดส่วนใหญ่
- ผลตอบแทนต่ำ: ภัยยังก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ-สังคมมหาศาลทุกปี (น้ำท่วมครั้งเดียวเสียหายเป็นหมื่นล้าน) การฟื้นฟูช้า และประชาชนยังรู้สึกไม่ปลอดภัย
- ปัญหาโครงสร้าง เช่น การพัฒนาเมืองไม่คำนึงถึงความเสี่ยง (ก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม), การบำรุงรักษาอุปกรณ์ไม่สม่ำเสมอ, และวัฒนธรรม “รอช่วยเหลือจากรัฐ” ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมต่ำ
สรุปภาพรวม
หลัง 18+ ปี (2545-2569 และต่อมา) ประเทศไทยมี กรอบกฎหมาย หน่วยงานกลาง และงบประมาณ ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับก่อนหน้านั้น แต่ยังติดกับดัก “มีโครงสร้างแต่ขาดประสิทธิภาพ” ทำให้ประชาชนรู้สึกเหมือน “หนีเสือปะจรเข้” — หนีจากระบบเก่าที่กระจัดกระจาย มาเจอระบบใหม่ที่ยังจัดการภัยไม่ทันการณ์และไม่ลดความเสี่ยงได้จริงในระยะยาว
