ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความจริงสมมติ จะทำให้มนุษย์สามารถกำจัดภัยพิบัติได้จนไม่สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์ เรามีความจริงสมมติมากมายบนโลกนี้ (เป็นความจริงตามที่ชาวโลกเขาสมมติกันขึ้นมา) เช่น ตัวเรา, ตัวเขา, ชาย, หญิง, หล่อ, สวย, ขี้หร่, คนแก่, เด็ก, พ่อ, แม่, ลูก, สามี, ภรรยา, ต้นไม้, ภูเขา, รถยนต์, เงิน, ทอง, รวย, จน, มีเกียรติ, ไร้เกียติ, สูง, ต่ำ, ดำ, ขาว, ได้, เสีย, ดี, ชั่ว, โง่, ฉลาด, สุข, ทุกข์ เป็นต้น ซึ่งความจริงสมมตินี้ยังไม่แน่นอน เพราะยังไม่ใช่ความจริงแท้
ในด้านภัยพิบัติ จะต้องมีความจริงสมมติเช่นไร
จะต้องมีการสร้างความจริงสมมติ เพื่อใช้ในการสื่อสารให้รู้ว่ามันจะเิกดขึ้นจริงๆ ถ้ามีเหตุการณ์ใด มีองค์ประกอบอย่างใด ที่ใครๆก็รู้สึกตรงกันว่าสิ่งที่เราพูดถึงนั้นมันจะเกิดขึ้นจริงๆ สามารถตรวจสอบ ตรวจวัดแบบอัตวิสัยได้
ความจริงสมมติ (Conventional Truth / Sammuti Sacca) ในบริบทของภัยพิบัติ คือ “กรอบความเข้าใจร่วมกัน” ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่อสาร ทำนาย และจัดการเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย โดยกรอบนี้ต้องมีความสอดคล้องกันในระดับที่ “ใครๆ ก็รับรู้และตรวจสอบได้ใกล้เคียงกัน” แม้จะยังไม่ใช่ความจริงแท้ (paramattha) ที่ลึกที่สุดก็ตาม
ลักษณะสำคัญของความจริงสมมติที่ใช้จัดการภัยพิบัติได้จริง
ความจริงสมมติในด้านภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกหรือความเชื่อส่วนตัว แต่ต้องมีคุณสมบัติดังนี้:
- ** Intersubjective Agreement (ความเห็นพ้องต้องกันระหว่าง субъектив)** ทุกคน (หรือกลุ่มใหญ่) ในสังคมยอมรับกรอบเดียวกัน เช่น “แผ่นดินไหวระดับ 7.0+ ที่รอยเลื่อน active จะสร้างความเสียหายรุนแรง” ไม่ใช่แค่ “ฉันรู้สึกว่าแผ่นดินไหวอันตราย”
- Verifiability & Measurability (ตรวจสอบและวัดได้) ใช้เครื่องมือ ตัวเลข ข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ ไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือความเชื่อส่วนบุคคล
- ตัวอย่าง: ความเร็วลม > 118 กม./ชม. = พายุไห่ฝูงระดับ 5 (Saffir-Simpson Scale)
- ปริมาณฝน > 100 มม. ใน 24 ชม. + ดินชัน > 30 องศา = ความเสี่ยงดินถล่มสูง (สูตรทางวิศวกรรมธรณี)
- Predictive Power (ทำนายได้และตรวจสอบผลย้อนหลังได้) กรอบนั้นต้องเคยทำนายถูกต้องในอดีตหลายครั้ง และเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ ตัวอย่าง: แบบจำลองพายุเฮอริเคนของ NOAA หรือแบบจำลองสึนามิหลังแผ่นดินไหว
- Actionable (นำไปปฏิบัติได้) เมื่อ “ความจริงสมมติ” ถูกประกาศ ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เช่น อพยพ ระงับกิจกรรม เตรียมทรัพยากร
วิธีการสร้างและพัฒนาความจริงสมมติสำหรับภัยพิบัติ
เราต้อง สร้างระบบสัญลักษณ์และโครงสร้างความรู้ร่วม ดังนี้:
- นิยามและมาตรฐานที่ชัดเจน (Standardization) กำหนดคำศัพท์ ระดับความรุนแรง และเกณฑ์อย่างเป็นเอกภาพ เช่น ระบบแจ้งเตือนภัยแห่งชาติ (National Warning Levels: Watch → Advisory → Warning → Emergency)
- ข้อมูลเชิงประจักษ์และแบบจำลองวิทยาศาสตร์ ใช้ข้อมูลดาวเทียม, เซ็นเซอร์, ประวัติศาสตร์ภัยพิบัติ มาสร้าง “ความจริงสมมติ” ที่ทุกฝ่ายยอมรับ ตัวอย่าง: แผนที่ความเสี่ยงภัย (Hazard Map) ที่แสดงโซนสีแดง = พื้นที่ต้องห้ามก่อสร้าง
- ภาษาและสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน ใช้คำที่กระตุ้นปฏิกิริยาเดียวกัน เช่น “พื้นที่เสี่ยงสูง” แทน “อาจจะอันตรายหน่อย” ใช้ภาพ infographic, สี, เสียงไซเรน, ข้อความ SMS ที่ทุกคนตีความเหมือนกัน
- กลไกตรวจสอบและปรับปรุง (Feedback Loop) หลังเกิดภัยทุกครั้ง ต้องรีวิวว่า “ความจริงสมมติ” ที่ใช้ทำนายถูกต้องแค่ไหน แล้วปรับปรุง (เช่น หลังสึนามิ 2004 ประเทศไทยพัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิใหม่ทั้งหมด)
ตัวอย่างความจริงสมมติที่ใช้จัดการภัยพิบัติในปัจจุบัน
- น้ำท่วม: ปริมาณน้ำในเขื่อน + ปริมาณฝนคาดการณ์ + ระดับน้ำแม่น้ำ = “น้ำจะล้นตลิ่งภายใน 48 ชม.”
- แผ่นดินไหว: Magnitude + Depth + Distance จากรอยเลื่อน = “ความเสี่ยงคลื่นสึนามิ” (ใช้สูตรทางฟิสิกส์)
- โควิด-19 (ภัยสุขภาพ): Rt (อัตราการแพร่) > 1 + Occupancy Rate ในโรงพยาบาล = “ต้องล็อกดาวน์”
- climate change: อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5°C + การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อปี = “จะมีภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงขึ้น”
ข้อจำกัดและการพัฒนาต่อ
ความจริงสมมติเหล่านี้ ยังไม่สมบูรณ์ เพราะ:
- การทำนายบางอย่างยังมีความไม่แน่นอนสูง (เช่น แผ่นดินไหวใหญ่)
- ปัจจัยมนุษย์ (การเมือง, เศรษฐกิจ, ความเชื่อ) อาจบิดเบือนการสื่อสาร
- กลุ่มคนต่างวัฒนธรรมหรือระดับการศึกษา อาจตีความไม่ตรงกัน
ทางออก: ต้องพัฒนา ความจริงสมมติระดับโลกและระดับท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงกันผ่านข้อมูลเปิด (Open Data), AI ช่วยจำลองสถานการณ์, และการศึกษาประชาชนให้เข้าใจเกณฑ์เดียวกัน
สรุปคือ การสร้างความจริงสมมติสำหรับภัยพิบัติ คือการเปลี่ยนจาก “ฉันกลัว” หรือ “ฟังดูน่ากลัว” ไปเป็น “ตามเกณฑ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับและวัดได้นี้ เหตุการณ์ X มีโอกาสเกิด Y% และเราต้องทำ Z ภายในเวลา W”
เมื่อมนุษย์มีกรอบความจริงสมมติที่แข็งแรงและเป็นเอกภาพมากขึ้น เราก็สามารถลดผลกระทบร้ายแรงได้จริง แม้จะยังไม่สามารถ “กำจัดภัยพิบัติได้ทั้งหมด” เพราะธรรมชาติยังเป็นความจริงแท้ที่ลึกซึ้งกว่านั้น
