เราอยู่กับระบบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ ครม. สส. และสว. ส่วนใหญ่ เป็นเครือข่ายการเมืองเดียวกัน ขณะที่องค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ก็มาจากสว. จึงเป็นกลุ่มคนสีเดียวกัน กลุ่มผู้มีอำนาจต้องการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มตนเอง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะเลือกใคร พวกเขาถือหลักความมั่นคงเป็นสำคัญ จึงคัดเอาคนที่ไว้ใจเข้ามาบริหารและปกครอง ซึ่งไม่ได้มีความสามารถไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศได้
- หลังวิกฤตการเมืองซ้ำซาก (รัฐประหารหลายครั้ง, ความขัดแย้งสีเสื้อ) ผู้ร่างต้องการป้องกัน “เสียงข้างมากแบบเผด็จการ” (majoritarianism) ที่อาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจ การทุจริต หรือนโยบายที่ทำลายสถาบันหลัก
-
เน้น ความต่อเนื่อง และ การคัดคนที่ไว้ใจได้ (loyalty + stability) เพื่อป้องกันความวุ่นวาย
-
ในทางปฏิบัติ ระบบนี้ช่วยให้รัฐบาลบางชุดอยู่ได้นานขึ้น และผลักดันนโยบายบางอย่างได้โดยไม่ถูกโค่นง่าย ๆ
ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
- รวมศูนย์อำนาจ ในกลุ่มที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง ส่งผลให้การเมืองไม่ตอบสนองปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ หรือความเหลื่อมล้ำได้ดีพอ
- การแต่งตั้งคน “ไว้ใจได้” อาจแลกกับความสามารถ (merit) จริง ๆ ทำให้การแก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ (หนี้สิน, การศึกษา, ความสามารถแข่งขัน) ช้า
- องค์กรตรวจสอบถูกมองว่า “ตรวจสอบกันเอง” ภายในเครือข่าย ทำให้ขาด legitimacy (ความชอบธรรม) ในสายตาประชาชนจำนวนมาก
ระบบการเมืองที่ดีควรมีทั้ง การเลือกตั้งที่เป็นธรรม (ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนด) และ กลไกตรวจสอบอิสระ (ป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต) ประเทศไทยเคยมีรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ประชาชนชื่นชมเรื่องประชาธิปไตยมากกว่า แต่ก็นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงจนเกิดรัฐประหารซ้ำ
ปัญหาไม่ใช่แค่ “รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง” แต่รวมถึง:
- วัฒนธรรมการเมืองที่ยังเน้น patronage (ระบบอุปถัมภ์) และ polarization
-
คุณภาพของผู้นำและกลไกการคัดเลือกบุคลากร
