ขบวนการกอบโกยจากการโกงสอบ สิ่งที่ล่มสลายโดยสิ้นเชิงคือ “โครงสร้างความปลอดภัยของสังคม”
เมื่อข้าราชการมหาดไทยและท้องถิ่น ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผันตัวไปเป็นหุ้นส่วนในขบวนการกอบโกย สิ่งที่ล่มสลายโดยสิ้นเชิงคือ “โครงสร้างความปลอดภัยของสังคม”:
การจัดการสิ่งแวดล้อม การเตือนภัยพิบัติ การวางผังเมือง หรือการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ จะถูกละเลยทันทีหากโครงการเหล่านั้น “ไม่มีเงินทอน” หรือไม่ตอบโจทย์เครือข่ายอุปถัมภ์ เราจึงเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่ซ้ำซาก เพราะงบประมาณถูกใช้ไปกับการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้ประโยชน์แต่ได้ค่าคอมมิชชันมหาศาล
รัฐบาลใดก็ตามที่จริงจังต้อง:
- เพิ่ม transparency ใน procurement (e-procurement แบบเปิดข้อมูล real-time)
- ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน + ลงโทษหนัก (asset forfeiture, ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต)
- เสริมอำนาจองค์กรตรวจสอบอิสระ (ป.ป.ช., ป.ป.ท.) และ civil society ในการ monitor ท้องถิ่น
- ใช้เทคโนโลยี (GIS สำหรับผังเมือง, early warning systems) ลดโอกาส discretion (ดุลพินิจ) ของเจ้าหน้าที่
สังคมที่ปลอดภัยต้องยึดหลัก accountability มากกว่า loyalty ต่อเครือข่าย ถ้าด่านหน้าพัง สังคมทั้งระบบก็พังตาม นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดของประชาชนไทยในระยะยาว
คุณมีตัวอย่างเฉพาะหรือพื้นที่ไหนที่อยากให้วิเคราะห์เพิ่มไหม? การแก้ปัญหาจริงต้องเริ่มจากข้อมูลและกลไกที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่โทษบุคคล
หลักการพื้นฐานที่เสียหาย
ข้าราชการมหาดไทยและท้องถิ่น (อบต., เทศบาล, ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ) เป็น “ด่านหน้า” จริง เพราะพวกเขาจัดการใกล้ชิดกับประชาชนในระดับพื้นที่: การวางผังเมือง การอนุญาตก่อสร้าง การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม การเตือนภัยพิบัติ และการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น เมื่อคนเหล่านี้กลายเป็น “หุ้นส่วน” ในขบวนการกอบโกย (kickback, การจัดสรรโครงการให้เครือข่าย, การใช้อำนาจตำแหน่ง) ผลที่ตามมาคือ:
- โครงการที่ “มีเงินทอน” ได้รับความสำคัญสูง ในขณะที่งานป้องกันภัย (เช่น การระบายน้ำ การฟื้นฟูป่า การตรวจสอบสิ่งก่อสร้างผิดกฎหมาย) ถูกผลักไปข้างหลังหรือตัดงบ เพราะมัน “ไม่ตอบโจทย์” ทางธุรกิจ-การเมือง
- ผลลัพธ์คือเกิดปัญหาซ้ำซาก: น้ำท่วมซ้ำซาก (โดยเฉพาะภาคใต้และภาคกลาง), มลพิษสิ่งแวดล้อม, เมืองรกจากผังเมืองที่ผิดเพี้ยน, การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานจนพังง่ายเมื่อเจอภัยพิบัติ
ข้อมูลสาธารณะยืนยันภาพนี้: Thailand มีคะแนน Corruption Perceptions Index (CPI) จาก Transparency International ต่ำ (ปีล่าสุดประมาณ 33/100 อันดับราว 116 จาก 182 ประเทศ) โดยปัญหาเด่นชัดในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะ procurement การก่อสร้าง โครงการสาธารณูปโภค และที่ดิน มีคดีซ้ำๆ เช่น โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน (ฉาวโฉ่เรื่องที่ดินและ kickback), การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นล่าสุด (เสียหายหลายพันล้าน), และคดีผู้บริหารท้องถิ่นในภูเก็ตและที่อื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาเรื่องยักยอกงบพัฒนา
กลไกที่ทำให้เกิดปัญหา
- ระบบอุปถัมภ์และ decentralization ที่ไม่สมดุล: การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1990s ทำให้มีเงินและอำนาจมากขึ้น แต่ oversight (การตรวจสอบ) อ่อนแอ งบประมาณโครงการใหญ่ๆ มักถูก “ตัด” ผ่านบริษัท nominee หรือเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น
- แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: เงินเดือนที่ได้รับต่ำ + โอกาสจากโครงการ (ค่าคอมมิชชั่น 10-30% ในบางกรณี) + การเมืองท้องถิ่นที่ผูกกับธุรกิจก่อสร้าง ทำให้ “ไม่มีโครงการ = ไม่มีรายได้”
- ผลต่อภัยพิบัติ: การบุกรุกที่ดินริมน้ำ, การสร้างเขื่อนกั้นน้ำหรือถนนที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อผลประโยชน์, การขาดการบำรุงรักษาระบบระบายน้ำ — ล้วนเชื่อมโยงกับการตัดสินใจที่ไม่ยึดผลประโยชน์สาธารณะ น้ำท่วมใหญ่ปี 2011 และเหตุการณ์ซ้ำๆ หลังจากนั้น แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางที่สะสมจาก governance ที่แย่
